ชุมชนชาวญวนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณพาหุรัดผ่านเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี โดยมีรายละเอียดดังนี้สาเหตุการอพยพ เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2319 เมื่อองเชียงซุง ซึ่งเป็นราชบุตรองค์ที่สี่ของเจ้าเมืองเว้ ได้นำข้าราชบริพารและไพร่พลอพยพออกจากเมืองเว้ ประเทศเวียดนามปัจจุบันเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบและการจลาจลวุ่นวายภายในเมืองเว้การตั้งถิ่นฐานครั้งแรก เมื่ออพยพเข้ามาถึงเมืองบางกอก พระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวญวนกลุ่มนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณวัดเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดโพธิ์
ในปัจจุบันการย้ายมายังย่านพาหุรัดต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชประสงค์จะใช้ที่ดินบริเวณชุมชนชาวญวนเดิมเพื่อสร้างวังท่าเตียน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวญวนย้ายไปตั้งชุมชนใหม่ในพื้นที่บริเวณถนนพาหุรัด ถนนตรีเพชร และถนนบ้านหม้อ มรดกทางประวัติศาสตร์พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นชุมชนชาวญวนขนาดใหญ่และถูกเรียกว่า บ้านญวนหรือ ถนนบ้าน
ญวน มาตั้งแต่อดีจนกระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ชาวญวนอพยพย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น และพื้นที่ว่างดังกล่าวจึงถูกนำมาสร้างเป็นถนนพาหุรัดและตึกแถวซึ่งมีชาวอินเดียเข้ามาจับจองพื้นที่ทำการค้าต่อในเวลาต่อมา
สถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่ในบริเวณย่านพาหุรัดตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล มีดังนี้
1. วัดคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา วัดซิกข์ เป็นวัดซิกข์แห่งแรกของประเทศไทยและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวซิกข์ในย่านนี้ โดยตัวอาคารมีต้นแบบมาจากสุวรรณวิหารในเมืองอมฤตสระ ประเทศอินเดีย
2. ศูนย์การค้าดิโอลด์สยามพลาซ่าตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็น ตลาดมิ่งเมือง ในอดีต เป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานความเป็นตะวันตกสีเหลืองอ่อน และเป็นแหล่งรวมผ้าไหม สินค้าไทย รวมถึงขนมไทยโบราณที่ขึ้นชื่อ
3. ห้างไนติงเกล ได้รับการขนานนามว่าเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของประเทศไทย เปิดดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2473 โดยปัจจุบันยังคงเอกลักษณ์และกลิ่นอายความวินเทจด้วยการจำหน่ายสินค้าเก่าและหายาก
นอกจากนี้ ในย่านดังกล่าวยังมีสถานที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ห้างไชน่า เวิลด์ และ ห้างอินเดีย เอ็มโพเรียม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในพื้นที่ลิตเติ้ลอินเดียแห่งนี้ด้วย
การจัดการความขัดแย้งในชุมชนพาหุรัดมี
กรณีศึกษาที่สำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่างเจ้าของแผงตลาดพาหุรัดและวัดราชบุรณราชวรวิหาร วัดเลียบซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานเกือบสิบปี โดยมีรายละเอียดการจัดการดังนี้ครับ:
สาเหตุของความขัดแย้ง
ความขัดแย้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 ซึ่งสร้างความ
เสียหายแก่ร้านค้าประมาณ 120-150 แผง ทางวัดราชบุรณราชวรวิหารในฐานะเจ้าของพื้นที่ต้องการเข้าไปปรับปรุงพื้นที่ให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย เนื่องจากสภาพตลาดเดิมมีความเสื่อมโทรม แออัด และเสี่ยงต่ออันตราย แต่กลับถูกต่อต้านจากเจ้าของแผงที่ไม่ยินยอมให้มีการพัฒนาใด ๆ
แนวทางและขั้นตอนการ
จัดการความขัดแย้ง
ในปี พ.ศ. 2550 ทางวัดได้ดำเนิน โครงการพัฒนาตลาดพาหุรัดโดยใช้กลยุทธ์การจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ ดังนี้การกำหนดเป้าหมายที่เกื้อกูลชุมชนโครงการไม่ได้เน้นเพียงการปรับปรุงกายภาพ แต่ยังสร้างโอกาสให้ผู้เช่ารายเดิมที่ยากจนได้ทำมาหากินต่อ โดยวัดอาสาเป็น
ตัวกลางติดต่อธนาคารเพื่อช่วยเหลือด้านแหล่งเงินทุนหากขาดแคลน กระบวนการสร้างความเข้าใจมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อลดแรงต้าน ได้แก่การประชาสัมพันธ์: ให้ข้อมูลโครงการผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบและติดประกาศให้ทราบทั่วกัน การจัดประชุม เปิดเวทีพูดคุยทั้งในรูปแบบกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ เพื่อรับฟังและชี้แจง การไกล่เกลี่ยและเจรจาใช้กระบวนการเจรจาต่อรองโดยให้เวลาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำความเข้าใจ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความสมานฉันท์ การชี้แจงต่อสาธารณะเมื่อมี
การต่อต้านผ่านสื่อหรือการร้องเรียนจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ทางโครงการได้ใช้วิธีชี้แจงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลงสื่อมวลชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น,
ผลลัพธ์ของการจัดการ
กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้คนในชุมชนและผู้เช่าแผงส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) ยินยอมเข้าร่วมโครงการพัฒนา แม้จะยังคงมีกลุ่มผู้ต่อต้านอีกร้อยละ 20 ที่ใช้วิธีการแจกใบปลิวโจมตีหรือร้องเรียนไปยัง
หน่วยงานต่าง ๆ แต่ในท้ายที่สุด โครงการก็สามารถดำเนินการจัดการความขัดแย้งและเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ได้สำเร็จการจัดการความขัดแย้งในกรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้การสื่อสารสองทางและการยื่นข้อเสนอที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ชุมชนการค้าเก่าแก่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป





