สถาปัตยกรรมตึกแถวชั้นสองบนถนนสุริวงศ์ที่มีระเบียงไม้และราวกันตกตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่มีประโยชน์ใช้สอยที่สำคัญหลายประการตามสภาพสังคมและภูมิอากาศในยุคนั้น ดังนี้
การระบายอากาศและการจัดการภูมิอากาศเนื่องจากในยุค พ.ศ. 2496 ยังไม่มีเครื่องปรับอากาศแพร่หลาย การมีระเบียงและช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ช่วยให้ลมพัดผ่านเข้าสู่ตัวอาคารได้ดี พื้นที่ระเบียงยังทำหน้าที่เป็นตัวกันชน (Buffer zone) ช่วยลดความร้อนจากแสงแดดที่จะส่องเข้าสู่พื้นที่พักอาศัยด้านในโดยตรง
พื้นที่พักอาศัยและส่วนต่อขยาย ตึกแถวส่วนใหญ่มักใช้ชั้นล่างเพื่อการค้าขาย ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักอาศัยของเจ้าของร้านและครอบครัวระเบียงไม้จึงเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ให้ผู้อยู่อาศัยได้ออกมาสูดอากาศ หรือ
พักผ่อนหย่อนใจนอกห้องสี่เหลี่ยมการสังเกตการณ์และมีส่วนร่วมกับสังคม ระเบียงเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวบนท้องถนนที่คึกคัก ทั้งรถยนต์ รถเข็นขายของ และคนเดินเท้าได้โดยไม่ต้องลงมาจากตัวตึกสิ่งนี้สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะของคนเมืองในอดีตประโยชน์ใช้สอยในครัวเรือน ในทางปฏิบัติ ระเบียงมักถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับตากผ้าหรือวางกระถางต้นไม้เพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปกติของผู้อยู่อาศัยในตึกแถวสมัยนั้น
การป้องกันอาคารชั้นล่าง
โครงสร้างระเบียงที่ยื่นออกมาช่วยสร้างร่มเงาและป้องกันน้ำฝนไม่ให้สาดเข้าสู่หน้าร้านชั้นล่างโดยตรง ซึ่งทำงานร่วมกับกันสาดผ้าใบเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เดินจับจ่ายใช้สอยบนทางเท้า
สรุปได้ว่า ระเบียงไม้และราวกันตกเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตึกแถวเหล่านี้เป็น บ้านที่เป็นมากกว่าร้านค้าโดยตอบโจทย์ทั้งด้านการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและการใช้งานที่สอดคล้องกับสภาพอากาศเมืองร้อน
จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายถนนสุริวงศ์ในปี พ.ศ. 2496 ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักเพียงแหล่งเดียวที่มีอยู่ในขณะนี้ ผมสามารถสรุปลักษณะการค้าของย่านสุริวงศ์เพื่อใช้เป็นฐานในการเปรียบเทียบได้ดังนี้ครับ:
ลักษณะการ
ค้าในย่านสุริวงศ์ (อ้างอิงจากภาพ)การค้าแบบพหุวัฒนธรรม ย่านสุริวงศ์ปรากฏ ป้ายร้านค้าที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาจีน อย่างชัดเจนและหนาแน่น สะท้อนว่าเป็นย่านธุรกิจที่มีกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
การค้าหลายระดับที่ใช้พื้นที่ร่วมกัน มีการผสมผสานระหว่าง ร้านค้าถาวรในตึกแถว สไตล์ตะวันตก กับ การค้าขายแบบรถเข็นริมทาง (Street Food/Mobile Trade) ที่บรรทุกสินค้า
ประเภทผลไม้หรือของกินของใช้ ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทุกระดับแม้กระทั่งกลางท้องถนน
ย่านการค้าที่มีความเจริญสูงและทันสมัยสภาพถนนที่มี เสาไฟฟ้าโคมไฟประดับสวยงาม และปริมาณ รถยนต์ส่วนบุคคล ที่หนาแน่น บ่งบอกว่าย่านนี้เป็นศูนย์กลางการค้าที่มีลูกค้ากลุ่มผู้มีฐานะและมีการสัญจรที่คึกคัก
ข้อจำกัดเกี่ยวกับข้อมูลย่านสีลม ในแหล่งข้อมูลรูปภาพและประวัติการสนทนาที่ผ่านมา ไม่มีข้อมูลที่ระบุถึงลักษณะการค้าของย่านสีลมในอดีต ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาเปรียบเทียบความแตกต่างได้อย่างชัดเจนโดยตรงจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว
การออกแบบทางเท้าและพื้นที่หน้าอาคารบนถนนสุริวงศ์ในปี พ.ศ. 2496 มีลักษณะที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจชั้นล่างอย่างมาก
การติดตั้งกันสาดผ้าใบ Retractable Awnings จากภาพจะเห็นว่าตึกแถวเกือบทุกห้องมีการติดตั้งกันสาดผ้าใบที่ยื่นออกมาปกคลุมพื้นที่ทางเท้าเกือบทั้งหมด สิ่งนี้ช่วยสร้างร่มเงาและป้องกันน้ำฝนให้กับลูกค้าที่เดินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ผู้คนสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าหน้าเขียงหรือหน้าร้านได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศ ซึ่งเป็นการเพิ่มเวลาในการเดินชมสินค้า (Foot traffic) ให้กับร้านค้าชั้นล่าง
พื้นที่ทางเท้าที่กว้างและเข้าถึงง่าย
ทางเท้าในยุคนั้นถูกออกแบบให้กว้างพอที่จะรองรับทั้งคนเดินเท้าและกิจกรรมการค้าขาย การที่ไม่มีแผงกั้นหรือระดับที่สูงชันเกินไปช่วยให้ลูกค้าจากรถยนต์ที่จอดริมทางสามารถก้าวเข้าสู่ร้านค้าได้ทันที และยังเปิดโอกาสให้รถเข็นขายของสามารถมาหยุดจอดริมทางเท้าเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้หนาแน่นขึ้นในบริเวณหน้าตึกแถว
การออกแบบหน้าร้านที่เปิดโล่ง แม้รายละเอียดภายในจะไม่ชัดเจน แต่ลักษณะของตึกแถว
สมัยนั้นมักนิยมใช้ประตูบานเฟี้ยมไม้ที่สามารถเปิดกว้างได้ตลอดแนวหน้ากว้างของตึก การออกแบบนี้ทำให้พื้นที่ภายในร้านและพื้นที่ทางเท้าเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว ช่วยให้สินค้าที่วางโชว์อยู่ภายในร้านมองเห็นได้ง่ายจากระยะไกลและดึงดูดผู้คนให้เดินเข้าไปในร้านได้โดยไม่มีกำแพงกั้น
พื้นที่สำหรับติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ โครงสร้างตึกแถวที่มีความสูงสม่ำเสมอและมีคานรองรับระเบียงชั้นสอง ช่วยให้เจ้าของ
ธุรกิจสามารถติดตั้งป้ายร้านค้าทั้งแบบขนานและแบบยื่น (Vertical Signs) ป้ายเหล่านี้ (ซึ่งมีทั้งภาษาไทยและจีน) ถูกจัดวางในระดับสายตาและเหนือศีรษะคนเดินเท้าบนทางเท้าพอดี ทำให้ร้านค้าสามารถสื่อสารและโฆษณาสินค้าให้กับผู้สัญจรไปมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ประโยชน์จากพื้นที่กึ่งสาธารณะ ทางเท้าทำหน้าที่เป็นพื้นที่เจรจาพึ่งพากันระหว่างร้านค้าประจำในตึกและร้านค้าเคลื่อนที่ (รถเข็น) การที่
คนเดินเท้ามาหยุดดูสินค้าที่รถเข็นริมทาง มักจะนำไปสู่การมองเห็นและแวะเข้าร้านค้าที่อยู่ด้านหลังรถเข็นเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
สรุปได้ว่า การออกแบบในอดีตเน้นความ ต่อเนื่องและเป็นมิตรต่อคนเดินเท้าโดยใช้กันสาดและการเปิดโล่งของตัวอาคารเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนทางเท้าธรรมดาให้กลายเป็น โชว์รูมสินค้าที่มีชีวิต











