ในบริบทที่กว้างขึ้น แหล่งข้อมูลได้สะท้อนให้เห็นว่า บ้านหม้อ ไม่ได้เป็นเพียงย่านการค้า แต่เป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากการหลอมรวมของกลุ่มชาติพันธุ์และความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ดังนี้
1. พหุวัฒนธรรมและรากเหง้าทางชาติพันธุ์
บ้านหม้อเป็นพื้นที่รองรับ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีกลุ่มหลัก ๆ คือ ชาวมอญเป็นกลุ่มดั้งเดิมจากอยุธยาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและสร้างเอกลักษณ์ผ่านอาชีพปั้นหม้อ จนกลายเป็นชื่อย่าน, มีบุคคลสำคัญคือ พระยาศรีสหเทพ ซึ่งมีเชื้อสายและเป็นเขยชาวมอญบ้านหม้อ เป็นผู้รวบรวมชาวมอญสร้าง สะพานมอญ"ขึ้นชาวญวนและชาวลาว ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องกัน (บ้านญวนและบ้านลาว) โดยชาวญวนมีบทบาทสำคัญในการทำภาชนะหุงต้มในยุคแรกชาวจีนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่การค้าอัญมณีและเครื่องประดับ และยังคงทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมไว้ผ่านที่พึ่งทางใจ
2. ศูนย์รวมความเชื่อและการปรับตัวของศาสนสถาน
สังคมในย่านนี้มี ศาสนาพุทธ เป็นศูนย์กลาง โดยมี วัดทิพยาวารี (กัมโล่วยี่) เป็นวัดจีนเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งในและนอกพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีลักษณะวัฒนธรรมความเชื่อที่น่าสนใจคือ ศาลเจ้าขนาดเล็กเนื่องด้วยพื้นที่ในย่านมีจำกัดและราคาที่ดินแพงมาก ศาลเจ้าในบ้านหม้อจึงมีขนาดเล็กและแทรกตัวอยู่ตามตึกแถว เพื่อใช้เป็นที่พึ่งทางจิตใจและเสริมสิริมงคลด้านการค้าขายของชาวจีนการปรับตัวของวัดวัดในย่านนี้มีการปรับตัวตามสภาพเศรษฐกิจ เช่น การอนุญาตให้พ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของหน้าวัด เพื่อให้ศาสนสถานยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตย่านการค้าได้
3. การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเมืองแบบ ต่างคนต่างอยู่แหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญเมื่อย่านนี้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจเต็มตัวความสัมพันธ์ที่เหินห่างวิถีชีวิตแบบคนเมืองที่มีการแข่งขันสูงและการดำรงชีวิตที่เน้นการค้าขาย ทำให้ความสัมพันธ์ในชุมชนลดความใกล้ชิดลงและกลายเป็นลักษณะ ต่างคนต่างอยู่มากกว่าในอดีตการลดบทบาทของประเพณีกิจกรรมทางศาสนาและประเพณีดั้งเดิม เช่น งานสงกรานต์ หรือวันสำคัญต่าง ๆ ลดความคึกคักลงเนื่องจากผู้คนมีเวลาว่างน้อยลงจากการมุ่งเน้นประกอบอาชีพ
4. วัฒนธรรมการสืบทอดอาชีพ (Legacy of Trade)
วัฒนธรรมที่เข้มแข็งที่สุดประการหนึ่งของบ้านหม้อคือ การสืบทอดธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้าเพชร ร้านทอง และช่างฝีมือการสืบทอดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อทรัพย์สิน แต่เป็นการส่งต่อ องค์ความรู้เฉพาะทางและชื่อเสียงของตระกูลที่ทำให้ย่านนี้ยังคงได้รับความนิยมจากบุคคลภายนอกอย่างต่อเนื่องโดยสรุป สังคมบ้านหม้อเปลี่ยนจากชุมชนชาติพันธุ์ที่ผูกพันด้วยหัตถกรรม สู่สังคมพาณิชย์ระดับประเทศที่ความสัมพันธ์ถูกเชื่อมโยงด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจ
และการสืบทอดกิจการ สังคมและวัฒนธรรมของบ้านหม้อเปรียบเสมือน เครื่องประดับโบราณที่ถูกนำมาเจียระไนใหม่แม้วัสดุตั้งต้นจะเป็นดิน (ช่างปั้นหม้อ) และทองคำ (ช่างทอง) จากหลายตระกูลที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัญมณีเหล่านี้ก็ถูกขัดเกลาด้วยกระแสความทันสมัยและเทคโนโลยี จนกลายเป็นเครื่องประดับที่มีมูลค่าสูง แม้จะดูแข็งแกร่งและเป็นสากลขึ้น แต่หากพิจารณาดูให้ดีจะยังเห็นรอยจารึกของช่างฝีมือรุ่นบรรพบุรุษที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อในเสมอ
ย่าน บ้านหม้อเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่เป็น เบ้าหลอมทางวัฒนธรรมจากการอยู่อาศัยร่วมกันของหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความหลากหลายนี้ได้ส่งผลต่อชื่อเรียก อาชีพ และอัตลักษณ์ของย่าน ดังนี้
ย่าน บ้านหม้อเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่เป็น เบ้าหลอมทางวัฒนธรรมจากการอยู่อาศัยร่วมกันของหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความหลากหลายนี้ได้ส่งผลต่อชื่อเรียก อาชีพ และอัตลักษณ์ของย่าน ดังนี้
ชาวมอญ (Mon) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตั้งถิ่นฐาน ชื่อ บ้านหม้อ มีที่มาสำคัญจากอาชีพการปั้นหม้อดินเผาของชาวมอญกลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่าง สะพานมอญซึ่งสร้างโดยพระยาศรีสหเทพที่มีเชื้อสายและเป็นเขยชาวมอญในย่านนี้ ชาวญวน (Vietnamese)ชุมชนชาวญวนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ในบริเวณที่เรียกว่า บ้านญวน ซึ่งอยู่ต่อเนื่องกับบ้านหม้อ ชาวญวนในยุคแรกประกอบอาชีพทำภาชนะหุงต้มเช่นเดียวกับชาวมอญ ก่อนจะเลิกราไปเมื่อมีภาชนะสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ชาวจีน (Chinese)เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมย่านนี้จากแหล่งหัตถกรรมสู่ ย่านการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ อิทธิพลของชาวจีนเห็นได้ชัดจากความหนาแน่นของ ศาลเจ้าขนาดเล็ก และ วัดทิพยาวารี (กัมโล่วยี่) ซึ่งเป็นวัดจีนเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในย่านมาอย่างยาวนาน ชาวลาว (Lao)ปรากฏหลักฐานการตั้งถิ่นฐานใน
ชื่อ บ้านลาวซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ถัดมาจากบ้านหม้อและบ้านญวน สะท้อนให้เห็นว่าในอดีตพื้นที่แถบนี้เป็นที่รองรับกลุ่มผู้อพยพหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ชาวอินเดีย (Indian) แม้จะไม่ได้เป็นกลุ่มหลักในบ้านหม้อโดยตรง แต่อิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์อินเดียมีความเชื่อมโยงผ่าน ถนนพาหุรัด ซึ่งตัดผ่านย่านบ้านญวนเดิมหลังจากเกิดไฟไหม้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และต่อมาได้กลายเป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญของชาวไทยเชื้อสายอินเดียที่อยู่ติดกับบ้านหม้อ
ในปัจจุบัน แม้ความชัดเจนของกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียก บ้านมอญ บ้านญวน หรือบ้านลาวจะเลือนหายไปตามการขยายตัวของเมืองและ
เปลี่ยนผ่านสู่สังคมเมืองแบบต่างคนต่างอยู่ แต่ร่องรอยทางวัฒนธรรมยังคงสืบทอดผ่านอาชีพการค้าอัญมณีและการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงคนหลากเชื้อชาติเข้าด้วยกัน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในย่านบ้านหม้อเปรียบเสมือน ภาพโมเสก (Mosaic) ขนาดใหญ่" ที่ประกอบขึ้นจากเศษแก้วหลากสี ทั้งมอญ ญวน ลาว และจีน แม้ในระยะหลังสีของแต่ละชิ้นจะเริ่มกลมกลืนกันไปตามกาลเวลา แต่เมื่อมองในภาพรวม เราจะยังคงเห็นลวดลายที่สวยงามและซับซ้อน ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์การสร้างเมืองที่เปิดรับความแตกต่างหลากหลายมาโดยตลอด


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น