แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ sutra แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ sutra แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Friend



สวัสดีครับเพื่อน ๆ และแล้วสงกรานต์ก็ผ่านพ้นไปแล้วราหลาย ๆ ท่านก็กลับมาทำงานตามปกติอากาศในปีนี้ร้อนมากทีเดียวเลยก็วันนี้อีกเช่นกัน(อาจจะมีเรื่องราวดี ๆ )มาแบ่งปันกันอีก

ขอให้ระมัดระวัง อย่าให้เป็นไข้
จงใช้สติปัญญา และสามัญสำนึกที่ดี
เพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ในฤดูที่อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงมาก
โดยใส่เสื้อผ้าให้บางขึ้น และอื่น ๆ
มีความระมัดระวัง และเตรียมตัวอย่างดีอยู่เสมอ
จงดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาพดีในแต่ละวัน และทุก ๆ วัน

นิยามของคำว่าเพื่อน

เพื่อนคือใคร ? มิตรที่หวังดีเป็นเพื่อนที่พร้อมจะเกื้อกูล ช่วยเหลือทุกอย่าง แต่การช่วยเหลือก็อาจจะเป็นอำนวยความสะดวกสบาย ช่วยเหลือในคราวป่วยไข้ หรือช่วยธุรกิจการงาน แต่เพื่อนที่มีความหวังดีจริงๆ  คือ ช่วยให้บุคคลนั้นเป็นคนดี เพราะไม่ว่าจะเป็นคนในบ้าน นอกบ้าน หรือประเทศชาติ หรือโลก ที่จะสงบได้ก็เพราะคุณความดี ไม่ใช่เพราะความไม่ดี

ขอให้เพื่อนทุ่มเทความ

เพียรพยายามทุกอย่างในการเสริมสร้าง

มิตรภาพอันล้ำค่าของเรา

ขอให้พยายามส่งเสริมให้กำลังใจ

ตลอดจนให้ร่วมด้วยช่วยกัน

และสร้างความทรงจำดุจทองคำด้วยกัน

ขอให้เดินบนหนทางอันยิ่งใหญ่

ของความสุขด้วยกัน


วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การดำเนินชีวิตในแต่ละวันทัศนะคำสอนพุทธธรรม






ห่างหายไปหลายวันเลยเพราะว่าคอมพิวเตอร์เสียนั่งซ่อมจนเหนื่อยเลย วันนี้ - วันที่ 2 กรกฎา 2559 ผ่านพ้นไปครึ่งปีแล้วน่ะครับเอาล่ะผมมีเกร็ดเล็ก - เกร็ดน้อยมาฝากกันเช่นเคยเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตประจำวันอาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยและก็เดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 2 วันคือวันเข้าพรรษา เดือนนี้เริ่มมีฝนตกแล้ว 2 เดือนที่ผ่านมาร้อนแทบทนไม่ไหว

การทำเรื่องเล็ก ๆ และ

ดูเหมือน{ตรากตรำ}ในแต่ละวัน

ทำให้เราสามารถสร้างประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์

ดังนั้น วันนี้ก็เช่นกัน

ขอให้พยายามมุ่งไปข้างหน้า

แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

ขอให้พยายามทำสิ่งที่รับผิดชอบเฉพาะของเราให้สำเร็จ

จุดสำคัญในความสำเร็จ

ของกิจกรรมหรือความเพียรพยายามใดๆ

คือความรวดเร็วที่เราทำงานให้ลุล่วง

และความสามารถในการเอาชนะขั้นเด็ดขาด

จังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญ จงอย่าพลาด

ลุกโชนด้วย{พลังชีวิต}ที่ไม่อาจหยั่งวัดได้

บัดนี้เป็นเวลาที่ต้องมีชัยชนะในขณะปัจจุบัน

และเป็นผู้มีชัยชนะในแต่ละวันสำหรับพระพุทธศาสนานั้น

จุดประสงค์คือการขัดเกลากิเลสให้หมดจด

จึงจะเป็นผู้ที่ควรแก่การเคารพยกย่อง

การที่จะเป็นพุทธศาสนิกชนจริง ๆ ก็จะต้องพิจารณาให้รู้ว่า ธรรมใดเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่พิจารณาจริง ๆ ก็จะไม่พ้นไปจากความเห็นผิด หรือมงคลตื่นข่าว ซึ่งถ้ามีความสนใจนิดหนึ่ง ก็จะพาไปสู่ความสนใจ และความขวนขวายยิ่งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็จะไม่แสวงหาพระธรรมที่แท้จริง และจะไม่พิจารณาเหตุผลโดยละเอียด
พลังชีวิตของเราจะเข้มแข็งขึ้น
ตามความเพียรพยายามของเราที่ส่งเสริมกำลังใจแก่ผู้อื่น
นั่นคือ เมื่อสภาพชีวิตแห่งความสุขที่ยิ่งใหญ่และกว้างใหญ่เปิดออก
ขอให้สร้างความเป็นปึกแผ่นที่งดงามของประชาชนคนทั่วไป
ผู้ซึ่งเติบโตโดยการสนับสนุนและดูแลซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

 Blog

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

ความหมายของพระพุทธศาสนา

IMG_000000000201_110





เอาภาพสวย ๆ มาฝากกันพระอาจารย์ เย็นเซี้ยว มหาเถระ วัดเล่งเน่ยยี่ ถนนเจริญกรุง ให้โอวาทสรุปใจความสั้น ๆ ดังนี้เดิมจิตของเราเป็น พุทธจิต จิตใจเป็นพุทธเจ้า แต่ที่เราไม่ได้เป็นพุทธเจ้า เพราะถูกอวิชา คือความมืดครอบงำอยู่

พระพุทธศาสนา หมายถึง พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการตรัสรู้ของพระองค์ ที่กว่าจะได้ตรัสรู้นั้นพระองค์ต้อง บำเพ็ญพระบารมีตลอดระยะเวลาที่ยาวนานถึงสี่อสงไขยแสนกัป พระบารมีที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกอย่างแท้จริง ให้มีความเข้าใจถูก เห็นถูกในลักษณะของ สภาพธรรมตามความเป็นจริง พร้อมทั้งน้อมประพฤติปฏิบัติตามจนกระทั่งถึงความเป็นผู้หมดจดจากกิเลสในที่สุด จะเห็นได้ว่าเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงแสดงพระธรรมตลอด ๔๕ พรรษาทรงพร่ำสอน

พุทธบริษัทบ่อย ๆ เนือง ๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า พระธรรมมีประโยชน์มาก ทำให้ผู้ได้ฟังได้ศึกษามีความเข้าใจถูก เห็นถูก เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลส ดังนั้นพระพุทธศาสนาเจริญ เพราะมีผู้เห็นประโยชน์ ได้ฟังได้ศึกษามีความเข้าใจถูกเห็นถูก พร้อมทั้งน้อมประพฤติปฏิบัติตามด้วยความจริงใจ พระธรรมย่อมไม่มีวันอันตรธานไปจากใจของผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษาอย่างแน่นอน แต่ที่จะเสื่อมหรือจะอันตรธานไปในที่สุดนั้นก็เพราะไม่มีผู้ศึกษา ไม่มีผู้เข้าใจ

ไม่มีผู้น้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม ถ้าจะกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว สัตว์โลกผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์ของพระธรรม ย่อมเสื่อมจากพระพุทธศาสนา คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อยู่ในใจของสัตว์โลกเหล่านั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์ของพระธรรม

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

คำชี้แนะโดยท่าน ฝน แสงสิงแก้ว

 

วันวิสาขบูชาได้ผ่านไปแล้วจึงนำข้อคิดดี ๆ มาฝากกันอีกครั้ง

จงอย่าอวดดี เมื่อเรื่องต่าง ๆ ไปได้ดี

ในสายลมที่ชื่นชอบ

ไม่หวั่นไหวกับสายลมแห่งความยากลำบากที่พัดมา

ขอให้รักษาความศรัทธาที่เด็ดเดี่ยวและต่อเนื่อง

ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง

ให้เหมือนลำธารใสที่กำลังไหล

ดอกไม้แห่งความสุขที่ไม่มีอะไรมาทำลายได้

จะเบ่งบานอย่างแน่นอน

ความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว

เป็นรากฐานของความสุขแห่งชีวิต

เป็นรากฐานความเป็นปึกแผ่นของสังคม

ของประเทศเทศชาติและของโลกในที่สุด

ชีวิตสังคมย่อมตั้งต้นมาจากครอบครัว

ถ้าครอบครัวแตกแยก

หรือครอบครัวขาดความรักใคร่ผูกพันต่อกัน

ชีวิตในสังคมจะแตกแยกประดุจเงาตามตัว

ผลตามของสังคมแตกแยกทราบกันดีอยู่แล้ว

เช่นเรื่องของโรคจิต - โรคประสาทและเรื่องของ

อาชญากรรม เรื่องของเด็กเกเร เป็นต้น

จาก....วาทะของศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฝน แสงสิงแก้ว


วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความยากที่จะอุบัติขึ้นบนโลก


南无阿弥陀佛


尘世间有很多人常念"南无阿弥陀佛 却不知南无阿弥陀佛"是什么意思,甚至有些老人虔诚地念了几十年 南无阿弥陀佛 竟然也不知"南无阿弥陀佛"是什么? 口念南无阿弥陀佛 而不知"南无阿弥陀佛"表示什么可称得上迷信 而那些自己不懂(南无阿弥陀佛) 是什么 就说别人念"南无阿弥陀佛是迷信的人同样也是迷信 其本质是相同的--盲目相信 佛"是指觉悟者。有觉悟的人就是佛。你有了觉悟,你就是佛 因此 佛不在天上,佛在人间 佛在心中 佛不是迷信者的化身,而是觉悟者的称号 阿弥陀佛是一个有无量功德的觉悟者"的名字,就像我们有自己的名字一样,是一个符


号 一个为了区别于他人而起的代号 代码 阿弥陀佛,又简称"阿弥陀"或"阿弥"均指有无量功德的觉悟者--如来 也即"释迦牟尼 因而 阿弥陀佛又称阿弥陀如来 如同人有别称一样 阿弥陀佛共有十三个称号 其中有十二种与"光"方面有关 一种与寿命方面有关,前者总称"无量光佛 后者称 无量寿佛 南无 是归向于 礼敬于之意 南无阿弥陀佛的通俗语解释是:向阿弥陀佛致敬(向如来佛致敬)! 然而,南无阿弥陀佛除了狭义的解释之外,在广义上是指:向一切有觉悟的人致敬。 觉悟者的标准是什么呢?有低标准和高标准 低标准是"度己 即从自己做起,断恶修善 遵纪守法 淡薄名利 积功累德 清净放下,随缘(缘起、缘聚、缘散、缘灭 诸法从缘生 还从


因缘灭")而不攀缘 高标准是"度己度人",除了自己修持成为觉悟者之外 还要帮助别人成为觉悟者 广结善缘 普度众生 弘扬佛法慈善布施(布施 是指"舍 俗话说"舍得 是一种因果关系 有舍才有得 先要诚意为别人 才能得到别人为自己) 然而 无论"度己"还是"度人 前提都要先做到"看破、放下 放下 看破 什么叫看破?看破就是要淡化世事境缘的"无常"(没有亘古不变的东西 一切都在瞬息万变之中 如梦幻泡影,如露亦如电 假有(因缘而合 因缘而分所表现出来的"存在"及"存在者")理解其虚幻变化规律--无常中的有常。既不沉迷于 有"(只是"妙有"偶有 像量子力学的"超弦一样 是一种临时的组合)也不执着于"无"(万事万物均无中生有、有生于无,真空不空,有归于无)。无"色"(色指物质、存在)但不"空(非有无)虽 空 但有"色 一分为三"曰 空 有 中 和其相联"则"三为一体 不固守色空 不粘着色空,洞明"诸相非相 不拘泥于两边而立于中道 行于中道 放下 首先要认识佛家常说的万般将不去唯有业随身 进而提高到"万般将不去 修业亦离身"的境界

สุขาวดีพุทธเกษตร

พระอมิตาภะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเสด็จ สำราญพระอิริยาบถ อยู่ในเขตวนารามของท่านอนาถปิณฑกะ ใกล้กรุงสา วัตถี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมูใหญ่ คือภิกษุ 1,250 รูป ผู้แตกฉานในอภิญญา เป็นพระเถระมหาสาวกล้วนแต่พระอรหันต์เจ้า เช่น พระศาริบุตรเถระ พระมหาเมาท คัลยายนะ พระมหากาศยปะ พระมหาศุทธิปัถกะ พระนันทะ พระอานันทะ พรารหุละ พระความปติ พระภรัทวาชะ พระกาโลทยิน พระวักกุละและพระอนิรุทธะ กับพระสาวกอื่นอีกมากหลาย ตลอดจนพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ เป็นอันมาก เช่น พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระกุมารภูติโพธิสัตว์ พระอชิตโพธิสัตว์ พระคันธหัสดีโพธิสัตว์ พระนิตโยทยุกตโพธิสัตว์และพระอนิกษิปตธุรโพธิสัตว์ กับพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ อื่นอีกมากมายและ ท้าวศักระจอมเทพ ท้าวสหัมบดีพรหม กับเทพบุตรอื่น ๆ เป็นอันมาก นับจำนวนแสนนยุตะ (1นยุต100000โกฏิ) ณ สถานที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระศาริบุตรผู้มีอายุว่า ดูก่อนศาริบุตร ในทิศภาคเบื้องตะวันตก นับแต่พุทธเกษตรนี้ไปแสนโกฏิพุทธเกษตร มีโลกธาตุหนึ่ง นามว่า สุขาวดี อันเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระอมิตาภะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์และแสดงธรรมอยู่ในกาลบัดนี้ ศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เหตุดังฤาโลกธาตุโลกธาตุนั้นจึงได้นามว่าสุขาวดี. ศาริบุตรเอย สัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุนั้น ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจเลย มีแต่เหตุแห่งสุขอันหาประมาณมิได้อย่างเดียว เหตุดังนั้น โลกธาตุนั้นจึงได้นามว่าสุขาวดี ดู

ก่อนศาริบุตรอนึ่ง.สุขาวดีโลกธาตุประดับประดาแวดล้อมไปด้วยกำแพง 7 ชั้น ต้นตาล 7 แถว และข่ายกะดึงทั้งหลายงดงามน่าดูด้วยรัตนะ 4 ประการคือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้. ดูก่อนศาริบุตร อนึ่ง สุขาวดีโลกธาตุมีสระโบกขรณีทั้งหลายอันแล้วด้วยรัตนะ 7 ประการ คือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ทับทิม มรกต

และบุศราคัม เปี่ยมด้วยอัษฎางคิกวารี(น้ำประกอบด้วยองค์แปด) มีท่าน้ำอันเรียบราบพอที่กา(จะก้มลง)ดื่มได้ รายระยับไปด้วย ทรายทองและมีบันได 4 บันไดโดยรอบทั้ง 4 ทิศ งดงามน่าดูด้วยรัตนะ 4 ประการ คือทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก มีรัตนพฤกษ์อันงดงามน่าดูด้วยรัตนะ 7 ประการ คือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ทับทิบ มรกตและบุศราคัม ขึ้นอยู่รายรอบสระโบกขรณีเหล่านั้น มีดอกประทุมอันมีธรรมชาติ สี แสง ความน่าดู เขียว เหลือง แดง ขาวและสลับสีใหญ่ประมาณเท่ากงเกวียน ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ดูก่อนศาริบุตรอนึ่งในพุทธเกษตรนั้น มีหงส์ นกกะเรียน นกยูง ประชุมกันขับประสานเสียงของตน คืนละ 3 ครั้ง วันละ 3 ครั้ง เสียงของปวงนกที่ประสานกันนั้นย่อมเปล่งประกาศอินทรีย์(ธรรมอันเป็น

ใหญ่)พละ(ธรรมเป็นกำลัง)และโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้) มนุษย์ทั้งหลายในพุทธเกษตรนั้น ฟังเสียงนั้นแล้วย่อมเกิดมนสิการในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นว่า สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้เกิดในกำเนิดดิรัจฉานกระนั้นหรือ เธอไม่พึงเห็นอย่างนั้นเลย ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤา ศาริบุตร แม้แต่ชื่อแห่งนรก กำเนิดดิรัจฉานและยมโลก ก็ไม่มีในพุทธเกษตรนั้น หมู่นกเหล่านั้น พระอมิตาภะยุคถาคตเจ้าทรงนิรมิตขึ้นให้เปล่งเสียงประกาศพระธรรมต่างหาก ศาริบุตร พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองค์คุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ ดูก่อนศาริบุตรอนึ่งแถวต้นตาลและข่ายกระดึงทั้งหลาย

ในพุทธเกษตรนั้น เมื่อลมโชยมากระทบ ย่อมเปล่งเสียงไพเราะจับใจดุจเสียงทิพยดนตรีมีเครื่องประกอบแสงโกฏิ อันอารยชนบรรเลงแล้วมนุษย์ในพุทธเกษตรนั้น สดับเสียงนั้นแล้วย่อมพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังหานุสสติตั้งอยู่ในกาย ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ ดูก่อนศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เหตุดังฤา พระตถาคตเจ้านั้นจึงได้พระนามว่า อมิตายุ ศาริบุตรเอย พระตถาคตเจ้าและมนุษย์เหล่านั้น มีประมาณแห่งอายุอันกำหนดนับมิได้. เหตุดังนั้น พระองค์จึงได้พระนามว่า อมิตายุ อนึ่ง.พระตถาคตเจ้านั้นตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้วได้ 10 กัลป์ ดูก่อนศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เหตุดังฤา

พระตถาคตเจ้านั้นจึงได้พระนามว่า อมิตาภะ รัศมีแห่งพระตถาคตเจ้านั้น(สว่างไป)ไม่ติดขัดในพุทธเกษตรทั้งปวง เหตุดังนั้น พระองค์จึงได้พระนามว่า อมิตาภะ อนึ่ง พระองหันตสาวกสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ของพระตถาคตเจ้านั้น หาประมาณมิได้ ไม่เป็นการง่ายที่จะกล่าวประมาณ ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ ดูก่อนศาริบุตร สัตว์ที่เกิดขึ้นในพุทธเกษตรของพระอมิตายุตถาคตเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกเกี่ยวเนื่องอยู่เพียงชาติเดียว การนับประมาณพระโพธิสัตว์เหล่านั้น มิใช่ทำได้โดยง่าย นอกจากจะนับว่า อประไมย(ประมาณไม่ได้) องสไขย(นับไม่ได้) อนึ่งศาริบุตร สัตว์ทั้งหลายควรตั้งประณิธาน(ที่จะไปเกิด)ในพุทธเกษตรนั้นข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าที่ไหนเล่า การได้อยู่ร่วมกันสัตบุรุษเห็นปานนั้นจึงจะมีได้(เหมือนในสุขาวดีนี้)ศาริบุตร สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบังเกิดในพุทธเกษตรของพระอมิตายุตถาคตเจ้า มิใช่ด้วยกุศลมูลเพียงเล็กน้อย ศาริบุตร กุลบุตรหรือกุลธิดาไร ๆ จักได้สดับพระนามของพระอมิตายุคถาคตเจ้านั้น ครั้นสดับแล้วจักมนสิการ

จักมีจิตต์ไม่ซัดส่าย มนสิการตลอดราตรีหนึ่ง หรือ 2 ราตรี หรือ 3 4 5 6 7 ราตรี เมื่อกุลบุตรหรือกุลธิดานั้นจักสิ้นชีพ พระอมิตายุคถาคตเจ้านั้น อันสาวกสงฆ์แวดล้อมมีหมู่พระโพธิสัตว์ตามหลัง จักปรากฏเบื้องหน้าเขาผู้กำลังสิ้นชีพ เขาย่อม มีจิตต์สงบสิ้นชีพไป ครั้นสิ้นชีพแล้วก็จะไปเกิดในสุขาวดีโลกธาตุอันเป็นพุทธเกษตรของพระอมิตายุค ถาคตเจ้านั้นแล ศาริบุตรเอย เหตุดังนั้นแหละ เราเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงกล่าวว่า กุลบุตรหรือกุลธิดาพึงตั้งจิตตประณิธาน (ที่จะไปเกิด) ในพุทธเกษตรนั้นโดยเคารพ ดูก่อนศาริบุตร เราประกาศเรื่องโลกธาตุนั้นอยู่ในบัดนี้ฉันใด พระตถาคตเจ้าทั้งหลายในทิศบูรพาเป้นต้นว่า พระอักโษภยตถาคต พระเมรุธวัชตถาคต พระมหาเมรุธวัชตถาคต พระเมรุประภาสตถาคต พระมัญชุธวัชตถาคต กับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายในทิศบูรพา อุปมาด้วยเกล็ดทรายในคงคานทีก็ฉันนั้นแล ต่างอธิบายประกาศทั่วพุทธเกษตรของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังธรรมบรรยายนี้ อันประกาศซึ่งคุณเป็นอจิตไตย อันได้นามว่า ได้รับความคุ้มครองแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ดูก่อนศาริบุตร
พระตถาคตเจ้าทั้งหลายในทิศทักษิณเป็นต้นว่า พระจันทรสูรยประทีปตถาคต พระยศประภะตถาคต พระมหารุจิสกันธตถาคต พระเมรุประทีปตถาคต พระอนันตวีรยตถาคตกับพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายในทิศทักษิณ อุปมาด้วยเมล็ดทรายในคงคานทีก็ฉันนั้นต่างอธิบายประกาศทั่วพุทธเกษตรของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังธรรมบรรยายนี้ อันประกาศซึ่งคุณเป็นอจินไตย อันได้นามว่า ได้รับความคุ้มครองแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ดูก่อนศาริบุตร พระตถาคตเจ้าทั้งหลายในทิศประจิมเป็นต้นว่า พระอมิตายุคถาคต พระอมิตสกันธตถาคต พระอมิตธวัชตถาคต พระมหาประภะตถาคต พระมหารัตนเกตุตถาคต พระศุทธรัศมิประภะตถาคต กับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายในประจิม อุปมาด้วยเมล็ดทรายในคงคานทีก็ฉันนั้น ต่างอธิบายประกาศทั่วพุทธเกษตรของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังธรรมบรรยายนี้ อันประกาศซึ่งคุณเป็นอจินไตย อันได้นามว่า ได้รับความคุ้มครองแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

ใครตอบได้บ้างตายแล้วไปไหน ?



เรื่องที่ 1 ตายไม่สูญแล้วไปไหนความจริงตายแล้วไม่สูญและตายแล้วไปไหนนี้ไม่น่าจะเป็นที่ข้องใจของท่านเลย เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วอย่างละเอียดว่า เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ทางที่ไปก็มี 5 สายคืออบายภูมิ ได้แก่เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย และเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ เกิดเป็นพรหม ไปพระนิพพาน ท่านที่ตายแล้วจะไปเกิดที่ใด พระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกเหตุที่จะไปเกิดไว้ครบถ้วนตามกฎของกรรมคือการกระทำ ได้แก่ความประพฤติดีหรือชั่วในสมัยที่เกิดเป็นมนุษย์นี้เอง กฎของกรรมหรือความประพฤติดีหรือชั่ว ที่จะพาไปเกิดในที่ใดที่หนึ่ง ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ 5 ทางนั้น ท่านว่าไว้อย่างนี้แดนเกิดสายที่หนึ่งที่เรียกว่า

อบายภูมิแดนเกิดสาย ที่หนึ่ง ที่เรียกว่า อบายภูมิ มีนรกเป็นต้นนั้น เป็นผลจากความประพฤติชั่ว คือก่อกรรมทำเข็ญในสิ่งที่สร้าง ความเดือดร้อนให้แก่คนและสัตว์ ท่านจัดกฎใหญ่ ๆ ไว้ 5 ประการคือ เป็นคนมีใจโหดร้าย ชอบข่มเหงรังแก เบียดเบียนคนและสัตว์ให้ได้รับความเดือดร้อนโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นความดี หมายถึงละเมิดศีลข้อที่ 1 มือไว ชอบลักขโมยของที่เจ้าของยังไม่อนุญาต หรือฉ้อโกงเอาทรัพย์สินของคนอื่นด้วยเล่ห์กลโกง หมายถึงละเมิดศีลข้อที่ 2 ใจเร็ว ได้แก่มีจิตใจไม่เคารพในความรักของคนอื่น ชอบลอบทำชู้ บุตร ภรรยาและธิดา สามี ของคนอื่นด้วยความมัวเมาในกามคุณ หมายถึง

ละเมิดศีลข้อที่ 3 พูดปด ได้แก่พูดไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อหวังทำลายประโยชน์ของผู้อื่นโดยเจตนา หมายถึงละเมิดศีลข้อที่ 4 ชอบทำตนให้เป็นคนหมดสติ ด้วยการย้อมใจให้หมดความรู้สึกในการรับผิดชอบด้วยนํ้าเมา หมายถึงละเมิดศีลข้อที่ 5 กรรม คือความ ประพฤติในกฎ 5 ประการนี้ ท่านว่าตายจากความเป็นคนแล้วไปสู่อบายภูมิมีตกนรกเป็นต้นแดนเกิดสายที่สอง คือเกิดเป็นมนุษย์แดนเกิดสาย ที่สอง คือเกิดเป็นมนุษย์ ท่านว่าคนที่ตายแล้วจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ต้องมีกรรมบถ 10 หรือที่รู้กันง่าย ๆ ก็คือ เป็นคนมีศีล 5 ประจำได้แก่เป็นคนมีเมตตาปรานี ไม่รังแกข่มเหง ทำร้ายใครไม่ว่าคนหรือสัตว์ มีความรัก เมตตาปรานีคนและสัตว์เสมอด้วยรักตนเอง ไม่มือไว คือเคารพสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น ไม่ยอมถือเอาทรัพย์สินของใครมาเป็นของตน ในเมื่อเจ้าของไม่อนุญาตด้วยความเต็มใจ ไม่ใจเร็ว ละเมิดความรักในบุตร ธิดา ภรรยา สามีของบุคคลอื่น ไม่เป็นคนไร้สัจจะ พูดแต่เรื่องที่เป็นสาระตรงต่อความเป็นจริง ทำตนให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ คือเป็นคนมีอารมณ์รับรู้ความดีความชั่วตามกฎของกรรม ไม่ปล่อยใจให้เลื่อนลอยด้วยน้ำเมาต่าง ๆ ท่านที่ทรงความดี 5 อย่างนี้ได้ ท่านว่าตายจากความเป็นคนแล้ว

มีสิทธิ์กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ได้แดนเกิดสายที่สามได้แก่สวรรค์แดนเกิดสาย ที่สาม ได้แก่สวรรค์ อาการที่ทำให้คนเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้าบนสวรรค์ ท่านบรรยายไว้มาก แต่เมื่อสรุปกล่าวโดยย่อมี 2 อย่างคือเป็นคนมีความละอายต่อความชั่ว ไม่ยอมทำชั่วในที่ทุกสถาน เกรงผลของชั่ว จะทำให้เกิดความเดือดร้อน เหตุ 2 ประการนี้ เป็นผลทำให้ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้าแดนเกิดสายที่สี่ได้แก่พรหมโลกแดนเกิดสายที่สี่ ได้แก่พรหมโลก พรหมกับเทวดามีดินแดนที่เกิดเป็นคนละแดนกัน พรหมท่านว่าศักดิ์ศรีดีกว่าเทวดาและมีชั้น ภูมิสูงกว่า มีอำนาจมากกว่า มีความสุขดีกว่า ความสวยสดงดงามก็ดีกว่าเทวดา แต่พรหมไม่มีเพศคือไม่มีเพศหญิงเพศชาย ทั้งนี้เพราะพรหมไม่มีการครองคู่ อยู่โดดเดี่ยวอย่างพระสงฆ์ตามวัดคือไม่มีภรรยาสามี ท่านว่ามีความสุขสงบสงัด ท่านที่จะเป็นพรหมได้ท่านว่า ต้องเป็นนักกรรมฐานและมีอารมณ์จิตสุดท้ายก่อน ตายอารมณ์จิตเป็นฌานที่เรียกว่า เข้าฌานตายแดนเกิดสายที่ห้าได้แก่พระนิพพานแดนเกิดสาย ที่ห้า ได้แก่พระนิพพาน แดนนี้เป็นเขตที่รู้เรื่องกันยากมาก เพราะนักปราชญ์สมัยนี้ถือว่า นิพพานสูญ กันเป็นประเพณีไปแล้ว ขอบอกไว้ย่อ ๆ ว่า คนที่จะถึงพระ

นิพพานได้นั้นต้องมีความบริสุทธิ์ 10 อย่างคือไม่เมาในตนเองหรือวัตถุต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นสมบัติของตน รู้สึกเสมอว่าจะต้องตายและพลัดพรากจากของรักของชอบใจแน่นอน ไม่มีอะไรที่จะมาห้ามความตายและความพลัดพรากได้ ทำจิตใจเป็นปกติเมื่อความตายมาถึงหรือเมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่าสิ่งที่มีชีวิตต้องทำลายตนเองลงในเมื่อกาลเวลามาถึงไม่มีอะไรทรงสภาพเป็นปกติอยู่ได้ ใครทำความดี ความดีก็คุ้มครองให้มีความสุขใจ ใครทำชั่ว ความชั่วจะบันดาลความเดือดร้อนให้ แม้ผู้อื่นยังไม่ลงโทษตนเองก็มีความหวาดสะดุ้งเป็นปกติ รักษาศีลมั่นคง ดำรงจิตอยู่ในศีลเป็นปกติ ทำลายความใคร่ในกามารมณ์ให้สิ้นไปจากใจ ด้วยอำนาจความรู้ถึงความจริง รู้ว่าความรักเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ภัยอันตรายที่มีขึ้นแก่ตนเพราะอาศัยความรักเป็นเหตุ มีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตาปรานี ไม่โกรธไม่จองล้างจองผลาญคิดทำอันตรายใคร ไม่ว่าใครจะแสดงอาการอย่างไร จิตก็ไม่คลายจากความไม่มัวเมาในรูปฌาน โดยคิดว่าการที่ตนทรงรูปฌานได้นี้ เป็นผู้ถึงที่สุดของความดี เมาฌานจนไม่สนใจความดีที่ตนยังไม่ได้ ไม่มัวเมาในอรูปฌาน โดยคิดว่าความดีเพียงเท่านี้ ยังไม่เป็นทางสิ้นทุกข์ มีอารมณ์เป็นปกติ ไม่คิดถึงเรื่อง

อารมณ์เหลวไหล มีจิตใจเต็มไปด้วยความหวังดี ไม่ว่าต่อคนหรือสัตว์ ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ ไม่ถือตน ทะนงตน ว่าดีเลิศประเสริฐกว่าใคร มีอารมณ์ใจเป็นปกติ เห็นคน สัตว์ ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของธรรมดาที่จะต้องตายจะต้องสลายไป และมีอารมณ์ไม่หวั่นไหวเมื่อเข้าสังคมสมาคมใด ๆ มีอาการเป็นเสมือนว่าสังคมนั้น สมาคมนั้นๆ เป็นกลุ่มของคนที่ต้องตาย ไม่ทำตัวใหญ่หรือเล็กจนน่าเกลียด ทำตนพอเหมาะพอสมควรแก่สมาคมนั้น ๆ เรื่องของเขา เขาจะดีจะชั่วก็ตัวของเขา เราช่วยได้เราก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็เฉยไว้ ไม่สนใจที่จะไปเบ่งบารมีทับใคร ตัดความรักความพอใจในโลกีย์วิสัยให้หมด งดอารมณ์อยากดีอยากเด่น ทำอารมณ์เป็นพระพุทธในพระอุโบสถพระพุทธท่านยิ้มเสมอ ท่านที่จะถึงพระนิพพานต้องยิ้มได้อย่างพระพุทธ ใครจะดีจะชั่วก็ยิ้ม เพราะเห็นเป็นของธรรมดามันหนีไม่ได้ไล่ไม่พ้น เมื่อยังมีตัวตนเป็นคนมันก็ต้องพบอาการอย่างนี้อยู่ ก็สบายใจ ความตายจะมาถึงก็ไม่สะดุ้งหวาดกลัวเพราะรู้ตัวอยู่เสมอว่าจะ

ต้องตาย มีอารมณ์ใจปกติ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ผูกพันทรัพย์สินหรือสัตว์หรือบุคคลอื่น เท่านี้ก็ไปพระนิพพานได้ เมื่อพูดกันมาถึงทางหรือแดนเป็นที่ไปเมื่อตายแล้วว่ามี 5 ทาง ท่านอาจจะสงสัยว่าเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น จะมีทางใดพิสูจน์ความจริงได้บ้างว่า คำสอนนั้นตรงต่อความเป็นจริง เคยมีใครบ้างไหมที่ฟังแล้วและเรียนข้อวัตรปฏิบัติตามไม่ใช่เรียนแล้วเอามาคุยอวดกัน ต้องเรียนแบบฝรั่งไม่ใช่เรียนแบบไทย ฝรั่งเขาสงสัยอะไรเขาค้นคว้าหาความจริงว่ามีหรือไม่เพียงใด สมัยนี้แม้แต่ดวงจันทร์ที่ทุกท่านคิดว่าเป็นของเกินวิสัย แต่ฝรั่งเขาไปดูจนได้เพราะเขาเรียนแล้วปฏิบัติด้วย ที่ว่าเรียนแบบไทยก็เพราะคนไทยเป็นคนมีบุญ ทุกอย่างไม่ต้องลงทุนคอยดูฝรั่งแสดงก็พอใจได้เปรียบกว่าฝรั่งมาก แต่ทว่าเนื้อแท้แล้ว เราก็รู้เพียงเขาว่าไม่ใช่เราเห็นเองเรื่องของ การตายแล้ว ไม่สูญ และ ตายแล้วไปไหน ก็เหมือนกัน ถ้าเรียนกันแบบอ่านหนังสือแล้วก็ตั้งแง่สงสัยหรือเอาความรู้จากหนังสือที่ อ่านจำได้แล้วเอา

ไปเบ่งบารมีกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนนอนฝันหาความจริงไม่ใคร่ได้ ถ้าจะพบความจริงบ้างก็ต้องบังเอิญจริง ๆ หลักเกณฑ์การปฏิบัติเพื่อรู้ว่าตายแล้วไปไหน ท่านสอนไว้ในหลักสูตรของวิชชาสาม ท่านให้เจริญสมาธิคือ เจริญกสิณกองใดกองหนึ่ง หรือเอากสิณเฉพาะเพื่อทิพจักขุญาณ ท่านให้ใช้เตโชกสิณเพ่งไฟ หรืออาโลกสิณเพ่งแสงสว่าง หรือโอทาตกสิณเพ่งสีขาว จนมีสมาธิถึงขั้นอารมณ์เริ่มเป็นทิพย์คือถึงอุปจารฌาน แล้วถือนิมิตกสิณเป็นสำคัญฝึกดูสวรรค์ นรก และพรหมโลก ถ้าทรงวิปัสสนาญาณด้วย ก็พิสูจน์พระนิพพานด้วยได้ การพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าต้องฟังแล้วปฏิบัติตาม ท่านจึงจะหมดข้อ

สงสัยเพราะท่านรู้เองเห็นเอง แต่ถ้าฟังกันแล้วแต่ไม่ทำตาม ความหวังที่ตั้งใจต้องล้มเหลวแน่เพราะเป็นเพียงเสือกระดาษจะกัดใครตายได้ เวลานี้มีผู้ฝึก มโนมยิทธิเพื่อพิสูจน์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสว่า ตายแล้วไม่สูญ แดนอบายภูมิ แดนสวรรค์ แดนพรหม และแดนพระนิพพาน นั้นมีจริง เขาฝึกกันได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก ต่อไปก็จะขอนำเรื่องราวของท่านผู้ที่ตายไปแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ และได้ไปพบไปเห็นในแดนต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ท่านทั้งหลายได้ทราบตามความเป็นจริงว่าตายแล้วไม่สูญ

Sometim Home

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความรู้จากไตรโลกวิตถาร‬

IMG_00000006200911_S00014


ความรู้จากไตรโลกวิตถาร‬ เรียบเรียงโดยท่านพระครูศิริปัญญามุนี 

นำมาให้อ่าน เพื่อความพิจารณา เพื่อความไม่ประมาท ว่าระยะเวลาที่เหลือ อีกสองพันกว่าปีนี้ เราจะสามารถข้ามฝั่งแห่งวัฏฏได้หรือไม่ เวลามีอีกไม่มากแล้ว ๕๐๐ ปี นางภิกษุณีหมด ๑๐๐๐ ปี พระอรหันต์หมด ๒๐๐๐ ปี ผู้ทรงพระไตรปิฎกหมด ๒๐๐๐ ปี เศษ พระภิกษุที่เป็นอลัชชี จะไม่มีความละอายบาป จะประพฤติบาปล่วงสิกขาบท ต่างๆ เช่น มีการเล่นหมากรุก การพนันต่างๆ จึงถึงเกี้ยวผู้หญิงเป็นที่สุด ภิกษุจะนุ่งห่มดังฆราวาส มีผ้าลายและผ้าสีต่างๆ จะทำตัวเป็นหมอขับผีภูติพราย ด้วยมนต์คาถา และเป็นหมอยารักษาไข้เอาปัจจัยของชาวบ้าน จะเป็นทูตนำจ่าวสารของคฤหัสถ์ จะรับเงินทองซื้อของจากฆราวาส จะขาดลงพระอุโบสถ จะลงเพียงอนิยต และสังฆาทิเสส จะทรงเพศแต่โกนผม และนุ่งห่มผ้าเหลือง สิกขาบทจะหมดไปเนืองๆ ไม่ครบ ๒๒๗ ๓๐๐๐ ปี ภิกษุสงฆ์ไม่ลงอุโบสถ ๔๐๐๐ ปี พระภิกษุสงฆ์จะทรงไตรจีวรไม่ครบ ๓ ผืน ๕๐๐๐ ปี พระภิกษุสงฆ์จะทรงผ้าเหลืองน้อยผูกข้อมือ และพันคอเป็นที่สุด จะมี

บุตรภรรยาทำไร่ไถนาค้าขายเหมือนฆราวาส เรียกว่าโคตรภูสงฆ์ ๕๐๐๐ ปีผ่านไป ไม่มีพระสงฆ์ปรากฎอยู่ เรียกว่า ลึงคะอันตรธาน การเสื่อมแห่งศาสนา(อันตรธาน) ๕ ประการ ปริยัติอันตธาน คือ ไม่มีผู้เล่าเรียน พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ โดย เมื่อพระปริยัติจะเสื่อม จะเสื่อมพระปรมัติลงมา คัมภีร์พระมหาปัฏฐานเสื่อมก่อน เมื่อพระสูตรเสื่อม จะเสื่อมจากคัมภีร์อังคุตรก่อน เมื่อชาดกเสื่อม จะเสื่อมจาก เวสสันดรก่อน เมื่อพระวินัยเสื่อม จะเสื่อมจากคัมภีร์บริวารก่อน แล้วไล่ลงมาจนถึงพระคาถา ๔ บาท

ปฎิบัติอันตรธาน คือ ไม่มีผู้ปฏิบัติสมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ขึ้น โดย เมื่อข้อปฏิบัติเสื่อม ปัญญาจะเสื่อมก่อนไล่ลงมาหาสมาธิ และ ไล่ไปถึง ศีล๒๒๗ข้อ เมื่อเมื่อศีล ๒๒๗ข้อจะเสื่อม เริ่มเสื่อมจาก เสขียวัตร(มารยาท) ก่อน จากนั้น จะไม่มีการลงอุโบสถ มาจนถึงปาราชิก ๔ จนหมดศีล ๒๒๗ข้อ แล้วศีล๕ ไตรสรณคมน์หมดไป ปฏิเวธอันตรธาน คือไม่มีผู้ตรัสรู้มรรค ผล คือการเสื่อมจากพระอรหันต์ ลงมา

จนถึงพระโสดาบัน ลึงคอันตรธาน คือ เพศธาตุจะสูญสิ้นหมดไป คือ การเสื่อมแห่งสงฆ์ จะเริ่มจากไตรจีวรก่อน(นุ่งห่มไม่ถูกตามบัญญัติ) ไปจนถึงผ้าน้อยห้อยหู และหมดไป ธาตุอันตรธาน คือ การที่พระธาตุสูญไป โดยพระธาตุในที่ต่างๆ มาประชุมกันใน กระทำอาการเหมือนพระพุทธรูป เปล่งออกซึ่งรัศมี ๖ ประการ เทพยาดาในหมื่นจักรวาฬ มาประชุมกันสักการบูชา เตโชธาตุ ก็ติดขึ้น ลุกโชนตั้งแต่พระสารีริกธาตุรุ่งโรจน์ไปถึงพรหมโลกไหม้พระสารีริกธาตุให้สูญไป นับเป็นการสิ้นสุด แห่งพุทธศาสนาของโลกในยุคนี้

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

星座





หน้าวิถีชีวิต อาทิตย์นี้ยังเป็นรูปแบบหน้าพิเศษส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กับคำแนะนำเรื่องการ “เสริมดวงชะตา - สร้างมงคลชีวิต” ในปี 2556 “ตามปีนักษัตร” ที่เกิด โดย อ.คฑา ชินบัญชร ซึ่งอาทิตย์ที่แล้วว่ากันถึงปีชวด-ฉลู-ขาล-เถาะ-มะโรง-มะเส็งไปแล้ว อาทิตย์นี้ก็มาดูกันต่ออีก 6 ปีนักษัตร ดังนี้.เคล็ดมงคลผู้ที่เกิด ‘ปีมะเมีย’ ผู้ที่เกิดปีมะเมีย-ปีม้า ปีมะเส็ง 2556 มีดาวมงคลพลังแรงกล้าส่องชีวิตคือ ดาวไท้เอี้ยง พระอาทิตย์ เป็นดาวมงคลธาตุหยาง สว่างสุกใส ส่งผลให้หน้าที่การงานสดใสเรืองรอง ก้าวหน้ารุ่งเรือง ส่วนดาวร้ายที่เล็งชะตาชีวิต มีดาวท้อฮวย ดาวดอกท้อ ส่งผลเกี่ยวกับความรัก ดาวนี้ซั่วะ สิ่งไม่ดี ระวังบ้านช่องขาดความสงบสุข ดาวห้ำตี้ ดอกไม้ที่ตำหนักประจิม และดาวฮ่วยบี่หรือดาวที่อับแสง ส่งผลต่อสุขภาพ ผู้เกิดปีมะเมีย ควรไปสักการะขอพรเทพไท้เอี้ยง เป็นป้ายชื่อสลักอยู่ในวิหารวัดเล่งเน่ยยี่ ให้พบกับความเจริญรุ่งเรือง ไหว้เซียนฮั้วฮะ เทพอุ้มสม วัดทิพยวารีวรวิหาร ให้ความรักมั่นคง มีใจหนักแน่น ซื่อตรงรักกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผู้เกิดปีมะเมีย ควรจัดตั้งรูป “แพะ” หันหน้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แพะเป็นคู่มิตรกับม้า คำว่า แพะอ่านออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางจะอ่านว่าหยาง พ้องเสียงกับไท่
หยาง (หรือไท้เอี้ยง) ที่แปลว่า พระอาทิตย์ จึงเสริมโชคชะตาโดยตรง สำหรับสีที่ถูกโฉลกกับผู้ชายปีมะเมียคือ สีส้มอิฐ สีขาว สีม่วง สีที่ถูกโฉลกกับผู้หญิงปีมะเมียคือ สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียวทุกเฉด เคล็ดมงคลผู้ที่เกิด ‘ปีมะแม’ ผู้ที่เกิดปีมะแม-ปีแพะ ปีมะเส็ง 2556 มีดาวมงคลส่องชะตาชีวิตดวงเดียว คือ ดาวถังฮู้ ป้ายราชวงศ์ถัง หมายถึงการเดินทาง การเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงาน รับตำแหน่ง มียศศักดิ์สูงขึ้น และการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย ส่วนดาวร้ายที่เล็งชะตาชีวิตคือ ดาวป่าบ๊วย หางเสือดาว ดาวปวยเนี้ยม วายุเทพ และดาวซั่งมึ้ง ดาวทุกข์โศก มีความเศร้าเสียใจ ระวังสุขภาพและจิตใจเป็นพิเศษ ผู้เกิดปีมะแม ควรไหว้สักการะขอพร ตั่วเหล่าเอี้ย เฮี่ยงเทียนเซี่ยงตี่ ที่ศาลเจ้าพ่อเสือ และขอพรเจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปี 2556 ผู้เกิดปีมะแมมีดาวมงคลส่องชีวิตดวงเดียว มีดาวร้าย 4 ดวง ควรจัดตั้งรูป
“ม้า” หันหน้าทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศมงคลของปีนี้ การจัดตั้งรูปม้าหมายความว่าเจ้าชะตาจะพบกับความสำเร็จ สำหรับสีที่ถูกโฉลกกับผู้ชายปีมะแมคือ สีฟ้า สีเขียวอ่อน สีเหลืองสดใส สีที่ถูกโฉลกกับผู้หญิงปีมะแมคือ สีแดงทับทิม สีส้มสด สีเหลืองทอง เคล็ดมงคลผู้ที่เกิด ‘ปีวอก’ ผู้ที่เกิดปีวอก-ปีลิง ปีมะเส็ง 2556 เป็นคู่มิตร ขณะเดียวกันก็ให้โทษต่อเจ้าชะตา จึงเกิดความขัดแย้งในตัว มีทั้งดีและไม่ดี ดาวมงคลที่ส่องชะตาและเป็นคู่มิตรคือ ดาวส่วยฮะและดาวไท้อิม พระจันทร์ ส่งผลให้เจ้าชะตาผู้หญิงปีวอกโชคดีกว่าผู้ชาย และดาวก๊กอิ่น ตราประจำแผ่นดิน ส่งผลให้เจ้าชะตามีอำนาจเพิ่มมากขึ้น มีความก้าวหน้าในการงานที่โดดเด่น ส่วนดาวร้ายที่ส่องชะตาคือ ดาวก้วงเซาะ ดาวปมเชือก ระวังมีเรื่องยุ่งเกี่ยวกับเอกสารสัญญา ดาวเกาซิ้ง มีคนคิดเล่นงาน มีคู่แข่ง ดาวซาเฮ้ง ดาวโกวซิ้ง ดาวเดี่ยวเอกา ส่งผลโดยตรงต่อเจ้าชะตาผู้ชายปีวอก ผู้เกิดปีวอก ควรฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี๊ย วัดเล่งเน่ยยี่ ขอพรไต่เสี่ย เจ้าพ่อเห้งเจีย ที่ศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย ปี 2556 เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยเป็นคู่มิตรต่อผู้เกิดปีวอก ควรจัดตั้งรูป “มังกร” หันหน้า
ไปทางทิศใต้ หนู มังกร ลิง เรียกว่า สามสมพงศ์ การตั้งรูปมังกรจะช่วยเสริมมงคลให้เจ้าชะตา สำหรับสีที่ถูกโฉลกกับผู้ชายปีวอกคือ สีเหลืองอ่อน สีน้ำตาลเข้ม สีเทา สีที่ถูกโฉลกกับผู้หญิงปีวอก คือ สีชมพู สีขาว สีแดงทับทิม เคล็ดมงคลผู้ที่เกิด ‘ปีระกา’ ผู้ที่เกิดปีระกา-ปีไก่ ปีมะเส็ง 2556 ดวงชะตาดีโดดเด่น มีดาวมงคลส่องชะตาชีวิตถึง 3 ดวง ทำให้การงานรุ่งเรืองก้าวหน้า ธุรกิจลงทุนได้ผลกำไร ข้าราชการทหารตำรวจมีผู้ใหญ่ส่งเสริม ดาวดวงแรกคือ ดาวกิมขุ่ย ตู้ทองคำ ส่งผลดีเรื่องโชคลาภเงินทอง ดวงที่สองคือ ดาวเจี่ยงแช ดาวขุนพล ดาวบู๊ที่มีพลัง ดวงที่สามคือ ดาวซาไท้ ก้าวหน้าสามขั้น หมายถึงการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ส่วนดาวร้ายที่เล็งชะตาชีวิตคือ ดาวกัวฮู้ ดาวคดีความ ระมัดระวังเอกสารสัญญา คำพูด ความขัดแย้งและคดีความ ดาวโหงวกุ้ย ภูตทั้งห้า จะกระทบถึงความคิดจิตใจและอารมณ์ของเจ้าชะตา ดาวป่วยฮู้ ระวังการไปในสถานที่อันตรายมีคนคิดร้าย ผู้เกิดปีระกา ควรไปไหว้เจ้าพ่อกวนอูที่ศาลเจ้ากวนอูตลาดเก่าเยาวราช ซื้อผักสดถวายเจ้าพ่อม้า และไหว้เทพเจ้าไช่ซิ้งเอี้ย วัดจีนประชาสโมสร เล่งฮกยี่ จ.ฉะเชิงเทรา ควรตั้ง “เทพเจ้ากวนอู” หันหน้าทิศใต้ เพิ่มความเป็นสิริมงคล สำหรับสีที่ถูกโฉลกกับผู้ชายปีระกาคือ สีน้ำตาล สีเทา สีฟ้าอ่อน สีที่ถูกโฉลกกับผู้หญิงปีระกา ได้แก่ สีน้ำตาลเข้ม สีม่วงอ่อน สีเหลืองอ่อน เคล็ดมงคลผู้ที่เกิด ‘ปีจอ’ ผู้ที่เกิดปีจอ-ปีสุนัข ปีมะเส็ง 2556 มีดาวมงคลส่องชะตาชีวิตที่ส่งผลดีต่อความรัก ความสัมพันธ์ และหน้าที่การงาน ดาวมงคลดวงแรกคือ ดาวอั้งล้วง นกวิเศษสี
แดง ส่งผลให้ความรักมีความสุข ครอบครัวมั่นคง มีการขยับขยาย ดาวง้วยเต็ก ดาวคุณธรรม ส่งผลให้ผู้ใหญ่เมตตาส่งเสริม ส่วนดาวร้ายคือ ดาวปั้งอัว อานไม้กระดาน ส่งผลถึงหน้าที่การงาน การเปลี่ยนแปลง ภัยจากสถานที่เสี่ยง ดาวซีฮู้ ดาววิบัติภัย ส่งผลถึงสุขภาพร่างกายกล้ามเนื้อกระดูก ดาวเซี่ยวฮ่อ สูญเสีย มีเหตุให้ของมีค่าสูญหายเสียทรัพย์ ผู้เกิดปีจอ ควรไหว้ขอพรฮวยกง ฮวยม่า กิมฮวยฮูหยิน แม่ซื้อ ที่ประดิษฐานใกล้กับองค์เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย วัดเล่งเน่ยยี่ ผู้เกิดปีจอ ควรตั้งรูป “ง้วนป้อทอง” เงินจีนโบราณ ทางทิศใต้ จะนำโชคลาภมาให้เจ้าชะตาปีจอ สำหรับสีที่ถูกโฉลกกับผู้ชายปีจอคือ สีม่วงอ่อน สีเทา สีเขียวเข้ม สีที่ถูกโฉลกกับผู้หญิงปีจอคือ สีส้มอิฐ สีม่วงเปลือกมังคุด สีเหลือง เคล็ดมงคลผู้ที่เกิด‘ปีกุน’ ผู้ที่เกิดปีกุน-ปีหมู ปีมะเส็ง 2556 ปะทะชนผู้เกิดปีกุน ต้องไปฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี๊ย ที่วัดจีนที่มีเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยประดิษฐานอยู่ วัดเล่งเน่ยยี่ วัดเซียนฮุดยี่ ชลบุรี วัดเล่งฮกยี่ ฉะเชิงเทรา วัดเล่งฮัวยี่ จันทบุรี ศาลเจ้านาจา ชลบุรี ดาวมงคลที่ส่องชะตาชีวิตปีกุนคือ ดาวเทียนโต๊ว ฟ้าประทาน มีเรื่องรื่นเริง มีงานเลี้ยง มีอาหารการกินสมบูรณ์ทั้งปี ดาวเอียะเบ๊ ดาวม้ามีปีก ต้องเดินทางไกล ทำงานเกี่ยวกับการเดินทาง ธุรกิจทัวร์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศและบันเทิง โดดเด่น ส่วนดาวร้ายที่ส่องชะตาชีวิต
คือ ดาวลั้งกัง ลูกกรงเหล็ก ต้องรับเคราะห์โดยไม่ได้ก่อ ดาวส่วยพั่ว ดาวทำลายล้าง ระมัดระวังการงานล้มเหลว ดาวไต้ฮ่อ สูญเสียใหญ่ ระวังเสียทรัพย์ก้อนโต และดาวพีเถ๊า ต้องดูแลสุขภาพของญาติพี่น้องและสมาชิกในบ้าน ผู้เกิดปีกุน ปี 2556 ปะทะชนกับผู้เกิดปีกุน เจ้าชะตาล่วงเกินเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย ควรขอพรและฝากชะตากับไท้ส่วยเอี๊ย ที่วัดจีนที่มีเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยประดิษฐานอยู่ ผู้เกิดปีกุน ควรจัดตั้งรูป ปี่เซี้ย (ผี่ซิ่ว)หันหน้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดการปะทะชน และเปลี่ยนร้ายให้กลายดี สำหรับสีที่ถูกโฉลกกับผู้ชายปีกุน ได้แก่ สีครีม สีเหลือง สีที่ถูกโฉลกกับผู้หญิงปีกุน ได้แก่ สีชมพู สีส้ม ทั้งนี้ จากอาทิตย์ที่ 23 มาถึงอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2555 นี้ ก็เป็นอันว่าทางหน้า “วิถีชีวิต” ได้นำเสนอเรื่องการ “เสริมดวงชะตา-สร้างมงคลชีวิต” ในปี 2556 ของผู้ที่เกิดปีนักษัตรต่าง ๆ ตามคำแนะนำของ อ.คฑา ชินบัญชร ไปครบถ้วนแล้ว ทั้ง 12 ปีนักษัตร ชวด-ฉลู-ขาล-เถาะ-มะโรง-มะเส็ง-มะเมีย-มะแม-วอก-ระกา-จอ-กุน ก็เป็นเรื่องความเชื่อ...ที่สุดแท้แต่ แต่...ก็ขอให้ทุกท่านทุกปีนักษัตร ล้วน สุขสวัสดี...ปีมะเส็ง 2556

Credit By...............................

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สุนัขที่บ้านป่วยหนักมากถ้าฉีดยาให้ตายจะบาปมากไหม ?



ถาม – สุนัขที่บ้านป่วยเป็นมะเร็ง ป่วยทรมานมาก ถ้าเราฉีดยาให้เขาตายเพราะไม่อยากให้เขาทรมาน จะบาปมากไหมคะ

อันนั้นก็เป็นเมอร์ซี คิลลิง (mercy killing) ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ทั่วโลกว่า มันบาปหรือไม่บาป มันดีหรือไม่ดี มันเหมาะหรือไม่เหมาะนะ ก็เคยมีหนังเรื่องหนึ่งทีเดียว ทำเรื่องของหมอคนหนึ่งนะ ชื่ออะไรผมจำไม่ได้ เอาชื่อหนังดีกว่า You Don't Know Jack คนนำ เรื่องนี้นี่ก็ อัล ปาชิโน เป็นคนเล่น เล่นเป็นหมอชื่อแจ๊ค เป็นคนที่มีตัวตนอยู่จริงร่วมยุคกับเรานี่แหละ คือในอเมริกาสมัยก่อน เมอร์ซี คิลลิง (mercy killing) หรือว่าการการุณยฆาต ทำให้คนป่วยที่ทรมานต้องตายไป เป็นความผิด แต่ว่าเขาพยายามทำให้เป็นความถูกต้องขึ้นมา โดยจาระไนว่าสภาพคนป่วยใกล้ตาย มันไม่มีอะไรดีเลย แต่บางคนก็ไม่มีความสามารถแม้กระทั่งจะฆ่าตัวตาย ก็ควรจะมีคนที่มาช่วยทำให้เรื่องมันง่ายขึ้น แล้วก็บางทีอาจจะไม่ใช่ว่าหมอต้องไปฆ่าเอง แต่ว่าให้คนไข้มีวิธีที่ง่ายๆ ที่จะตายสบาย แล้วก็ไปอย่างมีความสุขสงบ ซึ่งหนังเรื่อง

นี้ก็ก่อให้เกิดการมองเห็น ไปเปลี่ยนใจคนหลายคนทีเดียวแหละว่า เออ การุณยฆาตมันก็เป็นเรื่องเหมาะนะ เพราะว่าถ้าหากว่าปล่อยให้คนป่วยหรือแม้แต่สัตว์ที่กำลังทรมาน ต้องมีความทรมานไปเรื่อยๆ สะสมความทรมานไปเรื่อยๆ มันไม่มีอะไรดี จิตใจก็เป็นอกุศลมากขึ้นเรื่อยๆ มีความเจ็บปวด มีความรวดร้าว อะไรต่างๆ อันนี้คืออยากจะบอกว่า ตรงความรู้สึกว่ามันใช่หรือไม่ใช่ เราต้องตัดสินตรงนี้ว่า ที่เราทำไป มันเดือดร้อนกับตัวเราหรือเปล่าอย่างนักแสดง อัล ปาชิโน คือเล่นเรื่องนี้ทั้งเรื่อง จิตใจยังเป็นนักแสดงอยู่ เป็นจิตใจที่ยังดีมาก ๆ เลยนะ ก็คือด้วยความที่ว่าไม่เคยไปช่วยการุณยฆาตใครเขาจริง ๆ ก็ได้แต่เป็นนักแสดง แต่ตัวหมอจริงๆ ถ้าคุณเห็นหน้าเขานะจะรู้สึกเลยว่า รู้นะว่าเป็นหมอ แต่เหมือนเพชฌฆาต มันมีความเป็นเพชฌฆาตอยู่ คือต่อให้การุณยฆาตนะ ตามหลักพุทธศาสนาก็ต้องใช้กำลังใจในการฆ่า ซึ่งกำลังใจในการฆ่า มีโทสะเป็นมูล หมายความว่าอะไร หมายความว่าถ้าเราฆ่าไปเรื่อยๆ ฆ่าเป็นอาชีพเลยนะ แม้กระทั่งจะเป็นการุณยฆาต จิตใจมันจะมีความเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีความเป็นเพชฌฆาตมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตรงนั้นเวลารับโทษ อาจจะไม่ใช่รับโทษแบบตกนรกหมกไหม้ แต่อาจเป็นพวกมีอายุสั้นหรือว่าจะต้องเจ็บไข้ได้ป่วย อะไรแบบนี้ หรือว่าอาจจะจำเป็นจะต้องตายในแบบที่ต้องมีคนมาทำการุณยฆาตเข้าให้บ้าง อะไรทำนองนั้น คือปาณาติบาตยังไงก็เป็นปาณาติบาตอยู่ดี ถ้าเราพูดกันเรื่องของ

ธรรมชาติกรรมวิบาก เรายังไม่รู้อะไรกันอีกเยอะ บางทีที่เขาต้องทรมานอย่างนั้น มันเป็นวิบากเก่าของเขาเอง เรามีหน้าที่ช่วยให้เขาอยู่สบาย แต่จะช่วยให้ไปสบาย อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องคิดกันหลาย ๆ ชั้นนะ ถ้าหากว่าเราเห็นว่าเขาอยู่แล้วทรมานจริงๆ เราทนไม่ไหวจริง ๆ ถ้าเราตัดสิน ใจไปอย่างนั้น เราก็ต้องคิดนะ คิดว่าเราจะไม่มีแมวอีก เราจะไม่เลี้ยงสัตว์อีก เพราะไม่อย่างนั้น เราอาจจะมีสิทธิ์ต้องทำแบบนี้อีก คือถ้าทนทำไม่ได้ ต้องเข้าใจว่านั่นยังไงก็ต้องเป็นปาณาติบาตอยู่วันยังค่ำ เวลารับผล มันจะรับผลแบบก้ำกึ่ง คือมันเป็นบุญด้วย ส่วนหนึ่งอยากให้เขาพ้นทรมาน อันนี้ต้องเข้าใจนะ เราทำบุญด้วยนะ ไม่ใช่ทำบาปอย่างเดียว ไม่ใช่ทำปาณาติบาตอย่างเดียว เราทำกรรมที่ชื่อว่าช่วยให้เขาได้ไปสบายด้วย แต่

ปาณาติบาตยังไงก็ต้องเป็นปาณาติบาตวันยังค่ำ ถ้าหากว่าผลของปาณาติบาตเป็นอย่างไร ยังไงเราก็ต้องได้รับผล เพียงแต่ว่าจะไม่แรง เพราะว่าเราไม่ได้ตั้งใจฆ่า ด้วยการอยากประหัตประหาร ด้วยความโมโหโกรธา ด้วยความอาฆาตแค้น แต่ว่าเราอยากจะให้เขาไปสบาย มันคนละเจตนากัน แต่ปาณาติบาตยังไงก็ต้องเป็นปาณาติบาตวันยังค่ำนะครับ ให้ทำความเข้าใจอย่างนี้ก็แล้วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เทวปรัชญาของพระสร๊คเณศและพระสกันท์ ตอนที่ 2



เมื่อเวลาผ่านไปตามกำหนดแห่งโลก พระคเณศได้ให้กำเนิดพระโอรสสองพระองค์ พระนางสิทธิให้กำเนิดพระโอรสนามว่าพระเกษม ส่วนพระแม่พุทธิให้กำเนิดพระโอรสนามว่าพระลาภในขณะที่พระคเณศทรงมีความสุขนั้น พระโอรสของพระศิวะเทพเสด็จกลับภายหลังที่ได้เดินทางรอบโลกมาแล้วณ.ที่นั้นเอง พระกุมารทรงได้รับคำบอกเล่าจากฤษีนารัทว่าข้าพเจ้าได้กล่าวคำสัตย์จริง ไม่ได้โกหก ข้าพเจ้าไม่ได้มีความหลอกลวง หรือเป็นคู่ปรับของพระองค์ อะไรที่พระศิวะเทพและพระแม่ปารวตีพระบิดาพบระมารดาของพระองค์ทำ ยังไม่เคยปรากฏว่า มีบุคลคลในโลกเคยกระทำมาก่อน นี่เป็นความสัตย์จริง ภายหลังจากที่ได้ขับไล่พระองค์ให้ออกเดินทางไปรอบโลก พระองค์ทั้งสองได้จัดงานพิธีมงคลแต่งงานให้กับพระคเณศกับพระชายาสองพระองค์ ผู้ซึ่งเป็นพระธิดาผู้เลอโฉมของกษัตริย์ประชาปติ วิศวรูปอันโลกทั้งหมดที่ประกอบด้วยมหาสมุทรและป่าเขา แม้พระองค์จะได้เดินทางผ่านมาแล้วตามพระ บัญชาจากพระบิดา ข้าแต่พระกุมารนี่คือผลลัพธ์ของเรื่องนั้น ข้าแต่พระกุมาร ขอให้พิจารณา ถ้าหากบิดามารดาเริ่มการโป้ปดหลอกลวงหรือผิดปกติ ถ้าเทพเจ้าของเราทรงเริ่มจากการหลอกลวง แล้วคนอื่นๆ นั้นเล่าจะไม่หลอกลวงกระนั้นหรือ อันพระบิดาและพระมารดาของพระองค์นั้นปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอให้



พิจารณาในเรื่องนี้ สำหรับข้าพเจ้าไม่คิดว่าการกระทำของทั้งสองพระองค์จะถูกต้องนัก ถ้าหากว่ามารดาได้ให้บุตรของนางดื่มยาพิษ ถ้าหากว่าบิดาได้จำหน่ายบุตรของเขา และถ้าหากกษัตริย์จะริบทรัพย์สมบัติราษฎรของพระองค์ จะนับว่าควรแก่การสรรเสริญอีกกระนั้นหรือ ข้าแต่พระกุมาร บุคคลผู้มีความฉลาดจะไม่มองดูพาะใบหน้าของผู้คนผู้ได้ประกอบกิจอันเป็น อันตราย”ดังนั้น เมื่อพระสกันท์ทรงแสดงความเคารพต่อพระบิดาพระมารดาแล้ว พระองค์ผู้มีความโกรธ ได้เสด็จไปสู่ยังเทือกเขากราญจะ แม้พระบิดาพระมารดาจะห้ามปรามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล พระกุมารกล่าวว่า ข้าแต่พระบิดา ข้าแต่ พระมารดา ข้าพเจ้าจะไม่อยู่ในที่ซึ่งข้าพเจ้าถูกหลอกลวง และไม่ให้ความรักแก่ข้าพเจ้าจากวันนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ นักรบแห่งสวรรค์ทรงประทับอยู่ที่แห่งนั้นทรงขจัดบาปของคนทั้งหมดด้วยพระอำนาจของพระองค์ และพระองค์ยังรักษาพรหมจรรย์อยู่เสมอ อันพระนามของพระองค์นำมาซึ่งความเป็นมงคลในโลก มันเป็นสิ่งใหญ่ในสามโลก มันขจัดซึ่งบาปทั้งหมดให้คุณงามความดีและให้ความเป็นอิสระพ้นจากห่วงกรรมได้ ในเดือนการัตติก เทพเจ้า เหล่าฤษีแห่งสวรรค์ และนักพรตยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างได้มีโอกาสเฝ้าพระกุมารยังเทือกเขาแห่งนี้ ผู้ใดได้พบเห็นพระกุมารในเดือนการัตติก ย่อมได้รับซึ่งผลบุญอันขจัดบาปทั้งหมด ผลบุญนั้นยังความปรารถนาไว้ทุกประการพระแม่ปารวตี ทรงเศร้าโศกเสียพระทัยที่พระกุมารต้องจากไปพระนางทรงกราบทูลพระสวามีว่าข้าแต่เทวะ ขอให้เราเสด็จไปเยือนพระกุมารด้วยเถิด พระศิวะเทพทรงเสด็จไปยัง เทือกเขาแห่งนั้น เพื่อให้พระมเหสีทรงมีความสุข พระองค์ทรงแปลงร่างเป็นชโย ติรลิงค มีพระนามว่าพระมัลลิการชุน จนกระทั่งบัดนี้พระศิวะเทพทรงอยู่ที่นั่นพร้อมด้วยพระนางปารวตีด้วยความ



พอใจ และเป็นที่พอใจต่อผู้เคารพบูชาทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งการบูชา เมื่อพระราชบุตรทรงทราบว่าพระศิวะเทพทรงเสด็จมาพร้อมกับพระแม่ปารวตี พระกุมารยังทรงน้อยพระทัยและปรารถนาที่จะเสด็จไปยังที่แห่งอื่น แต่ด้วยการขอร้องจากเทพและฤษีทั้งหลาย พระกุมารจึงพำนักอยู่ แต่อยู่ห่างไกลไป อีกสามโยชน์ ทุกวันพระจันทร์เต็มดวงและใน วันขึ้น 1 ค่ำ พระแม่ปารวตีและพระศิวะเทพ พระผู้มีความรักเอ็นดูต่อพระกุมารจะเสด็จไปเยือนที่แห่งนี้ประจำ แต่บางปุราณะอื่นกล่าวกันว่า พระสกันท์ทรงมีพระชายาสองพระองค์เท่ากับพระคเณศ คือพระนางเทวเสนา(นางเกามารี)และอีกพระนางหนึ่งของพระนางวัลลี ซึ่งเป็นเจ้าหญิงของชาวลังกา โดยปักหลักอภิเษกทีริมฝั่งแม่น้ำ มานิก ซึ่งต่อมาเรียกนิคมแห่งนี้ว่า กรรติเกยะคาม หรือ กะระตะคาม คนพื้นเมืองเชื่อว่าพระสกันท์และพระนางวัลลีเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่ บ้าน โดยที่อินเดียจะมีพิธีบูชาพระองค์ขึ้น ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 (จิตรมาส) พิธีเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โลหะอภินิหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับ


พระองค์โดยตรงในฐานะที่พระองค์เป็นชาตินักรบมาตั้งแต่ เยาวว์วัยอันศิวะปุราณะที่ว่าด้วยกำเนิดพระคเณศนี้ ผู้ได้รับฟังเรื่องนี้จะหลุดพ้นจากบาปทั้งหมด เป็นมหามงคลยิ่งใหญ่ มิควรมีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย ผู้ถือกำเนิดในวรรณะพราหมณ์จะได้รับอำนาจความรู้แห่งพระเวท วรรณะกษัตริย์ก็จะได้รับซึ่งชัยชนะ พวกวรรณะไวศยะก็จะมั่งคั่งสมบูรณ์ ส่วนวรรณะศูทรก็จะได้รับความดียิ่งใหญ่เช่นกัน ผู้หายเจ็บป่วยจะหายจากโรคร้าย ผู้ขลาดกลัวจะหลุดพ้นจากวิสัยนี้ จะไม่มีวิญญาณ ภูติ ปิศาจใดทำอันตรายได้ มันนำมาซึ่งความหลุดพ้นจากบาป ความเศร้าหมอง และนำมาซึ่งชื่อเสียงและความผาสุขสมบูรณ์ มีชีวิตอันยืนยาว และได้ขึ้นสวรรค์ มีทายาทที่ดีในการสืบสกุลไปตลอดกาลนิรันดร์

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ประวัติ พระสุภูติเถระ




นำเสนอโดย… พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล (ไชยฤทธิ์) ๑. สถานะเดิม พระสุภูติเถระ นามเดิม สุภูติ เพราะร่างกายของท่านมีความรุ่งเรือง (ผุดผ่อง) อย่างยิ่ง บิดานามว่า สุมนเศรษฐี ชาวเมืองสาวัตถี มารดาไม่ปรากฏนาม เกิดที่เมืองสาวัตถี เป็นคนวรรณะแพศย์ ๒. ชีวิตก่อนบวช พระสุภูติเถระ ในสมัยก่อนบวชตั้งแต่เป็นเด็กมา ได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอย่างดีที่จะพึงหาได้ในสมัยนั้น เพราะบิดาของท่านเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก ๓. มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา เมื่อพระศาสดาทรงอาศัยเมืองราชคฤห์ เป็นสถานที่ทำการประกาศพระพุทธศาสนา อนาถบิณฑิกเศรษฐีจากพระนครสาวัตถี ได้มาเยี่ยมราชคหเศรษฐีผู้เป็นสหายที่เมืองราชคฤห์ ได้ทราบข่าวการเสด็จอุบัติแห่งพระศาสดา จึงเข้าไปเฝ้าที่สีตวัน แล้วได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมกับการเข้าเฝ้าเป็นครั้งแรก จึงได้กราบทูลอาราธนาพระศาสดาเพื่อเสด็จมายังสาวัตถี ได้สร้าง พระเชตวันมหาวิหารถวายเป็นที่ประทับ ในวันฉลองมหาวิหาร สุภูติกุฎุมพีไปกับอนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังธรรมของพระศาสดา เกิดศรัทธาจึงทูลขอบวช พระศาสดาจึงทรงบวชให้ตามประสงค์ ๔. การบรรลุธรรม เมื่อเขาได้บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ได้ตั้งใจศึกษาพระธรรม

วินัยจนเข้าใจแตกฉาน ต่อจากนั้นได้เรียนกรรมฐาน บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทำเมตตาฌานให้เป็นบาท แล้วได้บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นาน ๕. งานประกาศพระพุทธศาสนา พระสุภูติเถระเมื่อสำเร็จพระอรหัตผลแล้ว ท่านมีปฏิปทาที่พิเศษกว่าผู้อื่น คือเมื่อแสดงธรรมก็จะไม่ออกไปนอกจากนิยาม (กำหนด) ที่พระศาสดาทรงแสดงไว้ ไม่พูดถึงคุณหรือโทษของใคร เวลาเที่ยวไปบิณฑบาต ก่อนจะรับอาหารบิณฑบาต ท่านจะเข้าเมตตาฌานก่อน ออกจากฌานแล้วจึงรับอาหารบิณฑบาต ทำอย่างนี้ทุก ๆ เรือน ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างนี้ผู้ถวายอาหารบิณฑบาตจะได้ผลบุญมาก ประกอบร่างกายของท่านสง่างาม และผิวพรรณผุดผ่อง จึงนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่บุคคลเป็นจำนวนมาก ๖. เอตทัคคะ พระสุภูติเถระ อยู่อย่างไม่มีกิเลส แม้แต่การแสดงธรรมก็ไม่พูดถึงคุณหรือโทษของใคร จะเข้าเมตตาฌานอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะเที่ยวไปบิณฑบาตดังกล่าวแล้ว เพราะอาศัยเหตุการณ์ทั้งสองนี้ พระชินสีห์จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่อย่างไม่มีกิเลสและเป็นพระทักขิไณยบุคคล ๗. บุญญาธิการ แม้พระสุภูติเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาช้านาน ในพุทธุปบาทกาลแห่งพระปทุมุตตรศาสดา ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติสอง

อย่างคือ อรณวิหาร (รณ แปลว่า กิเลส) การอยู่อย่างไม่มีกิเลส และความเป็นพระทักขิไณยบุคคลจึงเกิดศรัทธาปรารถนาจะเป็นเช่นนั้นบ้าง จึงได้สร้างบุญกุศลถวายพระทศพลมากมาย แล้วได้ตั้งความปรารถนา พระศาสดาทรงเห็นว่าจะสำเร็จแน่นอนจึงทรงพยากรณ์ว่า จะได้ในสมัยของพระพุทธโคดม ในที่สุดก็ได้สมปรารถนาทุกอย่างดังกล่าวมา ๘. ธรรมวาทะ ผู้ต้องการจะทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ พยายามในสิ่งที่ไม่ควรพยายาม คงไม่ได้รับประโยชน์อะไร การประพฤติอย่างนั้น เป็นการกำหนดความเคราะห์ร้ายของเขา หากทิ้งความไม่ประมาท ซึ่งเป็นธรรมชั้นเอก ก็จะเป็นเหมือนคนกาฬกิณี หากทิ้งอินทรียธรรม (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา) เสียทั้งหมด ก็จะปรากฏเหมือนคนตาบอด ควรพูดแต่สิ่งที่ตนทำได้ ไม่ควรพูดสิ่งที่ตนทำไม่ได้ ผู้พูดสิ่งที่ตนทำไม่ได้ ย่อมถูกผู้รู้เขาดูหมิ่นเอา ๙. นิพพาน พระสุภูติเถระ ได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนาตลอดอายุของท่าน สุดท้ายได้ดับขันธปรินิพพาน เหมือนไฟที่ดับโดยหาเชื้อไม่ได้

ภาคผนวก พระสุภูติเถระ พระสุภูติเถระได้สั่งสมบุญทั้งหลายไว้แล้ว แม้ในชาติก่อนๆ ดังในสมัยของพระพุทธเจ้า องค์ปทุมุตตระ สมัยนั้น ท่านได้บวชเป็นชฎิล (นักบวชที่เกล้าผมมุ่นเป็นมวยสูง ถือลัทธิบูชาไฟ บางครั้ง จัดเป็น พวกฤๅษี)สร้างอาศรมพำนักอยู่ที่ภูเขานิสภะ ซึ่งไม่ไกลจากภูเขาหิมพานต์ ท่านมีชื่อว่า โกสิยะ บำเพ็ญตบะ(ความเพียรเผาผลาญกิเลส)อยู่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อาศัยใบไม้ และผลไม้ ที่หล่นเองเลี้ยงชีวิต ไม่บริโภคใบไม้และผลไม้ที่เด็ดจากต้น หรือแม้เง่ามันที่ขุด จากดิน นำจิตของตน ให้ยินดีในการยังชีพ อย่างนักบวช แม้ต้องสละชีวิต ก็ไม่ยอมเลี้ยงชีพ ในทางที่ ไม่สมควรแก่ นักบวช (อเนสนา) มีอยู่วันหนึ่ง จิตของโกสิยชฎิลบังเกิดราคะ(กำหนัดยินดีในกาม)ขึ้นมา จึงอบรมเตือนตนเองว่า “ เราผู้เดียวเท่านั้น ที่จะทรมานกิเลสตนได้ แต่ถ้าเรามีกำหนัดในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ขัดเคืองในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง หลงใหลในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้ง แห่งความหลงใหล จงออกไปเสียจากป่านี้เถิด แม้ที่อยู่นี้ ก็เป็นที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีแต่ตบะ จงอย่าประทุษร้ายผู้

บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสีย จากป่านี้ เป็นผู้ครองเรือนเถิด เราอย่ายินดีแม้ทั้งสองอย่างนั้นเลย เพราะเปรียบเสมือนฟืนเผาศพ ที่เขาไม่ใช้ทำกิจอะไรอื่นๆแล้ว ไม่ใช่ทั้งไม้ในบ้าน ไม่ใช่ทั้งไม้ในป่า ฉันใด เราก็ฉันนั้น เป็นดุจฟืนเผาศพ ไม่ใช่ทั้งคฤหัสถ์ ไม่ใช่ทั้งสมณะ(ผู้สงบระงับกิเลส) พ้นจากเพศทั้งสอง สิ่งนี้ พึงเกิดมีแก่เราหรือหนอ วิญญูชน(ผู้รู้ผิดรู้ถูก) จะรังเกียจเรา เหมือนชาวเมืองรังเกียจของสกปรก ฤๅษี (นักบวชผู้แสวงธรรม) ทั้งหลายจะเอา ความผิดของเราไปโพนทะนา จะประจานเราว่า ล่วงละเมิดผิดต่อศาสนา ราวกับ ช้างแก่อายุ ๖๐ เสื่อมถอยกำลังแล้ว โดนขับออกจากโขลง ย่อมทุกข์เศร้าโศก ซบเซาอยู่ ฉันใด แม้เราผู้มีปัญญาทราม มีศีลเสื่อมแล้ว ก็ฉันนั้น จะโดนชฎิลทั้งหลายขับไล่ ต้องทุกข์เศร้าโศก ทั้งกลางวัน และกลางคืน ไม่ได้ความสุขสำราญ แม้เราอยู่ครองเรือน จะเป็นอยู่อย่างไร เพราะทรัพย์ทั้งหลายก็ไม่มีแล้ว คงต้องทำงาน อาบเหงื่อ ต่างน้ำ ซึ่งเราไม่ยินดีเลย ฉะนั้น เราต้องห้ามใจที่หมักหมมด้วยกิเลสเศร้าหมองนี้เสีย” เมื่อพิจารณาธรรมนั้น แล้วบังคับจิตข่มใจ จนสามารถห้ามจิตจากบาปชั่วได้ โกสิยชฎิล จึงมีจิต คืนสู่ปกติ บำเพ็ญธรรมอาศัยอยู่ในป่าใหญ่นั้น ด้วยความไม่ประมาทสืบไป กระทั่งวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าองค์ปทุมุตตระเสด็จมายังที่อาศรมนี้ โกสิยชฎิลพอได้เห็นพระองค์ ก็เกิดความคิดอย่าง

นี้ขึ้นทันที “นักบวชนี้แลดูน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เป็นเทวดา(ผู้มีจิตใจสูง) หรือมนุษย์(ผู้มีใจประเสริฐ) หนอ เราไม่เคย ได้ฟัง หรือได้เห็นมาก่อนเลยในแผ่นดินนี้ หรือผู้นี้จะเป็นพระศาสดา” คิดดังนั้นแล้ว จิตก็ยิ่งศรัทธาแรงกล้า จึงรวบรวมดอกไม้หอมต่างๆในที่นั้น นำมาปูลาด เป็นอาสนะ (ที่นั่ง) ดอกไม้อันวิจิตร เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ แล้วทูลนิมนต์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาสนะดอกไม้นี้สมควรแก่พระองค์ ข้าพระองค์จัดถวายไว้แล้ว โปรดทรง ทำจิตของข้าพระองค์ ให้ร่าเริง โดยประทับนั่ง บนอาสนะดอกไม้นี้เถิด” พระศาสดาทรงรับ ด้วยอาการนิ่งอย่างดุษณีภาพ แล้วประทับนั่งสมาธิบนอาสนะ ดอกไม้ นั้น ๗ วัน ๗ คืน เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้โกสิยชฎิลก็ได้แสดงความนอบน้อม เคารพแด่พระองค์อย่างยิ่ง โดยกระทำ นมัสการ (กราบไหว้) พระองค์ตลอด ๗ วัน ๗ คืนเช่นกัน ครั้นพระศาสดาทรงออกจากสมาธิแล้ว ได้ตรัสกับโกสิยชฎิล “ท่านจงกระทำให้มากในพุทธานุสสติ(ระลึกถึงพระพุทธเจ้า) อันยอดเยี่ยมกว่าภาวนา (การทำให้ เกิดผล) ทั้งหลาย จะทำใจให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ แล้วท่านจะได้รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก (โลกของคน จิตใจสูง) ๒๐,๐๐๐ กัป(ชาติที่เกิด) จะได้เป็นจอมเทพ(หัวหน้าของคนจิตใจสูง) ๘๐ ครั้ง จะได้เป็น

พระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง จะได้เป็นพระเจ้าประเทศราช(เจ้าแห่งเมืองขึ้น) นับครั้งไม่ถ้วน และใน ๑๐๐,๐๐๐ กัป จะได้ชื่อว่า สุภูติเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม เป็นสาวก ผู้เลิศในสองด้าน คือ เป็นทักขิไณยบุคคล (บุคคลผู้ควรได้รับการทำบุญ) และเป็น ผู้อยู่โดยไม่มีข้าศึก (อรณวิหาร)” ตรัสจบแล้ว พระศาสดาก็เสด็จจากไป โกสิยชฎิลมีจิตเบิกบานยิ่งนักในคำพยากรณ์ของพระศาสดา ได้กระทำให้มาก ในพุทธานุสสติ ทุกเมื่อ จวบจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรม ที่ทำดีไว้แล้วนั้น จึงได้เวียนตายเวียนเกิด อยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ ด้วยสุคติ (ทางดำเนินไปดี) เป็นดังที่พระศาสดาตรัสไว้ จนกระทั่งถึงยุคสมัยของพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดม ก็ได้เกิด เป็นบุตรของ สุมนเศรษฐี ในนคร สาวัตถี ของแคว้นโกศล แล้วก็เป็นน้องชาย ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขาได้ชื่อว่า สุภูติ มีอยู่คราวหนึ่ง เป็นวันที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถวายวัดเชตวัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในวันนั้น สุภูติ ก็ร่วมอยู่ด้วย เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็บังเกิด ความเลื่อมใส ยิ่งนัก จึงขอบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา บวชแล้วก็พากเพียรบำเพ็ญสมณธรรม(ข้อปฏิบัติของสมณะ) เจริญวิปัสสนา (ฝึกอบรมปัญญา ให้เกิด ความรู้แจ้งเห็นจริง) และกรรมฐาน (วิธีปฏิบัติลดละกิเลส อย่างเหมาะสมกับฐานะ) กระทำฌาน (อาการ

จิตแน่วแน่ สงบจากกิเลส) อยู่ วันหนึ่ง สุภูติภิกษุได้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง เข้าสมาธิอันไม่มีวิตกอยู่ ในที่ไม่ไกลพระผู้มี-พระภาคเจ้า ครั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรแล้ว ทรงเปล่งอุทานออกมา “ผู้ใดกำจัดวิตกทั้งหลายได้แล้ว ถอนขึ้นด้วยดีแล้ว ไม่มีส่วนเหลือในภายใน ผู้นั้นพ้นกิเลส เครื่องข้องเกี่ยว ได้แล้ว มีความสำคัญนิพพานเป็นอารมณ์ พ้นโยคะ ๔ (กิเลสที่ผูกใจไว้ในความเกิด คือ ๑.กาม ๒.ภพ ๓.ทิฏฐิ ๔.อวิชชา) ได้แล้ว ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก” นั่นคือพระสุภูติเถระได้บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแล้ว มีคุณวิเศษคือ ปฏิสัมภิทา๔ (รู้แตกฉาน ๔ ด้าน) วิโมกข์๘ (สภาวะจิตหลุดพ้นจากกิเลส ๘ ขั้นตอน) และอภิญญา ๖ (ความรู้ อันวิเศษยิ่ง ๖ อย่าง ที่ทำให้กิเลสหมดไป) หลังจากพระสุภูติเถระได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว ก็ออกจาริก(เดินทาง) ไปตามชนบทต่างๆ เพียรบำเพ็ญ ประโยชน์แก่ชนหมู่มาก กระทั่งถึง กรุงราชคฤห์ นครหลวงของแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งแคว้นมคธ ทรงสดับการมาของพระสุภูติเถระแล้ว เสด็จไปหา ด้วยความเคารพ เลื่อมใส ทรงนิมนต์พระเถระว่า “นิมนต์พระคุณเจ้าผู้เจริญ โปรดพำนักอยู่ในที่นี้เถิด ข้าพเจ้าจะสร้างที่อยู่ถวาย” แต่หลังจากเสด็จกลับไปแล้ว พระราชาก็ทรงลืมเรื่อง

สร้างที่พำนักนี้ พระเถระต้องอาศัยอยู่อย่าง ไม่มีที่ พำนัก ตากแดดตากลม ทั้งวันทั้งคืน ในที่แจ้ง ลำบากยิ่งนัก ด้วยผลแห่งเหตุนี้ ทำให้ฝนไม่ตก เมื่อฝนแล้ง ชาวนาชาวไร่ก็ลำบาก พากันเดือดร้อนไปทั่ว จึงรวมตัวกันร้องทุกข์กับ พระราชา พระองค์ ก็ทรงใคร่ครวญหาเหตุนั้น “ทำไมหนอฝนจึงไม่ตกเลยระยะนี้” พอดีทรงฉุกคิดขึ้นมาได้ “ชะรอยพระเถระต้องอยู่กลางแจ้ง ฝนจึงไม่ตก เพราะเราลืมสร้างกุฎี (กระท่อมที่อยู่ของนักบวช) เป็นแน่แท้” ทรงดำริเช่นนั้นแล้ว รีบรับสั่งให้สร้างกุฎีมุงด้วยใบไม้ถวายพระเถระโดยเร็ว เสร็จแล้ว ได้นิมนต์ พระเถระว่า “พระคุณเจ้าผู้เจริญ นิมนต์ท่านพำนักในกุฎีนี้เถิด” พระเถระก็รับคำ แล้วเข้าพำนักในกุฎี นั่งขัดสมาธิบนที่นั่งซึ่งปูลาดด้วยหญ้า ตั้งจิตกำหนดใจเมตตา หมายบำบัดทุกข์ภัยแก่มหาชน แล้วจึงกล่าวว่า “ดูก่อนฝน กุฎีของเรามุงบังดีแล้ว มีเครื่องป้องกันอันสบายมิดชิดดี ท่านจงตกลงมา ตามสะดวกเถิด จิตของเรา ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง เราเป็นผู้มีความเพียรอยู่ เชิญตกลงมาเถิดฝน“ สิ้นคำประกาศ หยาดฝนก็โปรยปรายตกลงมาทันที ทำให้แผ่นดินชุ่มฉ่ำ ทั่วถึง มหาชน พากันดีใจยิ่ง ก็ด้วยความมีเมตตา(จิตปรารถนาให้คนอื่นเป็นสุข)นี้เอง ไม่ว่าไปที่ใด พระเถระก็

แสดงธรรม แก่มหาชน ทั่วหน้าอย่างเมตตายิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้ าจึงทรงแต่งตั้งท่านไว้ ในตำแหน่ง ผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งปวงในด้านเป็นผู้อยู่โดยไม่มีข้าศึก (อรณวิหาร) และก็ด้วยการเที่ยวบิณฑบาต อย่างมีเมตตายิ่งทั้งกายวาจาใจ ปรารถนาให้ผู้ทำบุญ ทั้งหลาย ได้รับ ผลบุญมาก นี้เองพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแต่งตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งปวง ในด้านทักขิไณยบุคคล (บุคคลผู้ควรได้รับการทำบุญ) สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสแก่สุภูติ “ เช่นนั้น เช่นนั้น สุภูติ แม้นผู้ใดได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว ไม่ตกใจครั่นคร้าม เขาหรือเธอเช่นนั้นย่อมหาได้ยากยิ่ง ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่า สุภูติ ก็เพราะเหตุว่าสิ่งที่ตถาคตเรียกปรมบารมีอันเลิศนั้น แท้จริงแล้วใช่บารมีอันเลิศ ดังนี้จึงได้ชื่อว่าบารมีอันเลิศ ” “ ดูก่อน สุภูติ ตถาคตกล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่าขันติบารมีนั้นแท้จริงแล้วมิใช่ขันติบารมี ดังนี้ จึงได้ชื่อว่าขันติบารมี ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่า สุภูติเอย ณ เบื้องอดีตกาลเมื่อหลายพันชาติก่อน เมื่อพระเจ้ากลิราชา สั่งให้บั่นร่างกายเราเป็นท่อน ๆ นั้น จิตเรามิได้ยึดมั่นผูกพันอยู่กับตัวตน บุคคล สัตวะ และชีวะเลย ถ้าเมื่อครั้งกระนั้นเรายึดมั่นอยู่กับความคิดเหล่านี้ เราย่อมโกรธอาฆาตราชาพระองค์นั้นเป็นแน่แท้ “ อนึ่ง เรายังตามระลึกถึงกาล

ที่ล่วงมาแล้วห้าร้อยชาติ เมื่อเราบำเพ็ญขันติบารมีโดยจิตไม่ยึดมั่นผูกพันอยู่กับตัวตน บุคคล สัตวะ และชีวะ ดังนี้แล สุภูติ เมื่อพระโพธิสัตว์บรรลุถึงพุทธจิต รู้ตื่นเป็นนิจอย่างไม่มีใครเสมอเหมือนนั้น ท่านต้องละทิ้งความคิดทั้งปวง เมื่อจิตถึงขั้นนี้แล้ว ท่านย่อมไม่ยึดมั่นผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย ” “ ตถาคตกล่าวว่าสิ่งของทั้งหลายไม่ใช่สิ่งของ ชีวิตทั้งหลายไม่ใช่ชีวิต สุภูติเอย ตถาคตคือผู้พูดทุกสิ่งตามที่เป็นจริง พูดแต่ความจริง พูดตรงกับความจริง ท่านไม่พูดลวงไม่หลง หรือพูดเพื่อเอาใจผู้คน สุภูติแม้นเราพูดว่า ตถาคตเห็นแจ้งในธรรมที่สั่งสอน คำสอนทั้งปวงนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่อาจติดตามยึดถือ หรือเป็นสิ่งลวงไร้แก่นสาร ” “ ดูก่อน สุภูติ ถ้าพระโพธิสัตว์องค์ใดบำเพ็ญทานด้วยความสำคัญมั่นหมาย อุปมาดั่งบุคคลเดินอยู่ในความมืด เขาจะไม่เห็นสิ่งใด แต่ถ้าพระโพธิสัตว์บำเพ็ญทานโดยละความสำคัญมั่นหมายแล้วไซร้ อุปมาดั่งบุรุษตาดีเดินอยู่กลางแดดสว่าง เขาย่อมเห็นทุกสีสันทุกรูปทรง ” “ สุภูติเอย ในอนาคตข้างหน้า ถ้ากุลบุตรกุลธิดาใดบังเกิด ศรัทธาเลื่อมใสพระสูตรนี้ ได้อ่านแล้วปฏิบัติตามแล้วไซร้ ตถาคตย่อมเห็นบุคคลผู้มีดวงตาแห่งปัญญาผู้นั้น ตถาคตจะรู้จักเธอและบุคคลนั้นก็จะประจักษ์ถึงผลอานิสงส์มากล้นสุดประมาณ จากบุญกุศลซึ่งเขาหรือเธอได้กระทำ ” “ อนึ่งเล่า สุภูติ ถ้ากุลบุตรกุลธิดาใดสละชีวิตบำเพ็ญ

ทานยามเช้ามากครั้งเท่าจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา แล้วยังบำเพ็ญทานยาม บ่าย ยามค่ำ และทำต่อไปไม่สิ้นสุดนับกัปกัลป์ กระนั้นบุคคลผู้สดับพระสูตรนี้ด้วยจิตศรัทธาไม่คัดค้านย่อมได้ความปีติปราโมทย์เป็นอานิสงส์มากมายกว่านั้นนัก แต่นั้นก็ไม่อาจเทียบได้กับความปีติปราโมทย์ที่จะบังเกิดแก่บุคคลผู้จดจำ คัดลอก ปฏิบัติ เจริญสาธยาย และอธิบายพระสูตรนี้เผยแผ่แก่ผู้อื่น “ สุภูติเอย กล่าวโดยสรุป พระสูตรนี้มีคุณานิสงส์อันจะยังให้เกิดความสุขอย่างไม่อาจประมาณ แม้นว่าผู้ใดสามารถปฏิบัติ เจริญสาธยาย และประกาศเผยแผ่แก่ผู้อื่นด้วยแล้ว ตถาคตจะเห็นและรู้จักบุคคลนั้น ส่วนเขาหรือเธอผู้นั้นก็จะได้บุญกุศลอเนกอนันต์สุดจะเปรียบเทียบพรรณนา หรือประมาณได้ บุคคลเช่นนี้และจักสามารถเชิดชูพุทธาชีวะอันรู้ตื่น รู้เบิกบานแห่งตถาคต ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น สุภูติ หากผู้ใดยังพอใจอยู่กับคำสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าเขาหรือเธอยังติดข้องอยู่กับความคิดเนื่องด้วยตัวตน บุคคล สัตวะ และชีวะแล้วไซร้ เขาหรือเธอย่อมไม่อาจฟังพระสูตรนี้ ไม่อาจปฏิบัติ ไม่อาจสาธยาย และอธิบายเผยแผ่แก่ผู้อื่นได้เลย สุภูติ ที่ใด

มีพระสูตรนี้ที่นั่นย่อมเป็นสถานซึ่งเทวดา มนุษย์ และมารจักมาทำการสักการะ สถานที่นั้นคือ พุทธสถูป ควรแก่การกระทำพิธีกราบไหว้บูชา กระทำประทักษิณ ถวายดอกไม้และเครื่องหอม “ สุภูติ ถ้ากุลบุตรกุลธิดาใดถูกดูหมิ่นกล่าวร้าย ขณะสาธยายพระสูตรนี้บาปกรรมทั้งหลายที่เขาหรือเธอเคยกระทำมาแต่ชาติปางก่อนตลอดจนอกุศลกรรมซึ่งอาจนำเขาหรือเธอสู่อบายภูมิก็จะหมดสิ้นไป เขาและเธอจะได้เสวยผลแห่งพุทธจิตอันรู้ตื่น รู้เบิกบานอยู่เป็นนิจ สุภูติเอย ณ เบื้องอดีตกาลโน้น ก่อนเราจะได้พบพระทีปังกรพุทธเจ้าเราเคยถวายเครื่องบูชา ได้เฝ้าปฏิบัติบูชาต่อพระพุทธเจ้าจำนวน 84,000 ล้านอสงไขยพระองค์ ถ้าในกาลข้างหน้าเมื่อถึงปลายสมัยแห่งพระสัทธรรม ยังมีบุคคลใดสามารถเลื่อมใส สาธยาย ศึกษา และปฏิบัติพระสูตรนี้ สุขานิสงส์ จากการบำเพ็ญกุศลนี้จักยิ่งใหญ่ไพศาลกว่าที่เราเคยได้รับในอดีตกาลเป็นล้านเท่า แท้จริงแล้วความปีติปราโมทย์นั้นไม่อาจประมาณ ไม่อาจเปรียบเทียบกับสิ่งใดแม้กับตัวเลข ความปีติปราโมทย์นั้นมากล้นคณนา ” “ ดูก่อน สุภูติ สุขานิสงส์ซึ่งกุลบุตรกุลธิดาผู้เลื่อมใส สาธยาย ศึกษา และปฏิบัติพระสูตร จะได้รับเพราะกุศลอันบำเพ็ญ ณ ปลายสมัยแห่งพระสัทธรรมนั้นใหญ่หลวงนัก หากเราจะแจกแจงอธิบายไซร้บางคนจะสงสัยไม่เชื่อ เกิดวิจิกิจฉาขึ้นในจิต สุภูติเอย เธอพึงสำเหนียกไว้เถิดว่าอรรถธรรมแห่งพระสูตรนี้เป็นสิ่งไม่อาจคิดนึกหรือพรรณนาผลานิสงส์จากการเลื่อมใส

และปฏิบัติพระสูตรก็เป็นสิ่งไม่อาจคิดนึก ไม่อาจพรรณนาได้ดุจเดียวกัน ” ในกาลครั้งนั้น ภิกษุสุภูติได้กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานอนุญาต กราบทูลถามอีกครั้ง ว่าถ้ากุลบุตรกุลธิดาปรารถนาจะตรัสรู้ธรรมบรรลุจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบานแล้วไซร้ เขาและเธอควรตั้งจิตและควบคุมจิตของตนอย่างไรพระเจ้าข้า ” สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสตอบ “ ดูก่อน สุภูติ กุลบุตรกุลธิดาผู้ปรารถนาจะตรัสรู้ธรรม บรรลุจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน พึงตั้งจิตดังนี้ ‘ เราจักนำสรรพสัตว์ให้ถึงฝั่งแห่งความตื่น และเมื่อปวงสัตว์เหล่านั้นได้วิมุตติ หลุดพ้นเป็นอิสระแล้ว เราจักไม่คิดเลยว่าสัตว์ใดได้วิมุตติหลุดพ้นเป็นอิสระ ‘ ไฉนจึงเป็นเช่น สุภูติเอย ถ้าพระโพธิสัตว์ยังมีจิตยึดมั่นผูกพันอยู่กับตัวตน บุคคล สัตวะและชีวะแล้วไซร้ บุคคลนั้นหาใช่พระโพธิสัตว์แท้จริงไม่ ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ” “ สุภูติ

แท้จริงแล้วไม่มีธรรมารมณ์อิสระใดเรียกได้ว่า จิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน เธอคิดอย่างไรเล่า สุภูติ ณ เบื้องอดีตกาล เมื่อตถาคตอยู่ในสำนักของพระทีปังกรพุทธเจ้า ตถาคตได้บรรลุถึงจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน กระนั้นหรือ ” “ มิได้ พระเจ้าข้า ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งข้าพระองค์เข้าใจไม่มีสิ่งใดเรียกได้ว่าจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน พระเจ้าข้า ” สมเด็จพระศาสดาตรัส “ อย่างนั้น อย่างนั้น สุภูติ แท้จริงแล้วมิได้มีสิ่งที่เรียกว่าจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน อันตถาคตจะบรรลุได้เพราะเหตุว่าถ้ามีสิ่งนั้นแล้วไซร้ พระทีปังกรพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงพยากรณ์แก่เราว่า ‘ ในอนาคตเบื้องหน้าเธอจักได้เป็นพระพุทธเจ้านามศากยมุนี ‘ คำพยากรณ์นี้มีได้ เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีธรรมบรรลุได้อันใดจึงจักเรียกได้ว่าจิตอันเลิศ รู้

ตื่น รู้เบิกบาน ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเหตุว่า ตถาคตย่อมหมายถึงความเป็นเช่นนั้นของสรรพสิ่ง (ธรรม) บุคคลอาจเข้าใจผิดเมื่อเขากล่าวว่า ตถาคตได้บรรลุจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน อันตถาคตได้บรรลุนั้นใช่สิ่งที่อาจติดตามยึดถือ แต่ก็ใช่สิ่งอันเลื่อนลอยไร้แก่นสาร ด้วยเหตุดังนี้ ตถาคตจึงกล่าวว่า ‘ ธรรมทั้งปวงคือพุทธธรรม ‘ แท้จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นมิใช่ธรรม ดังนี้ ธรรมทั้งหลายจึงได้ชื่อว่าธรรม “ ดูก่อน สุภูติ อุปมาดั่งบุคคลผู้มีรูปกายสูงมหึมา ” สุภูติกราบทูล “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สิ่งที่พระตถาคตตรัสเรียกว่า รูปกาย สูงมหึมานั้น แท้จริงแล้วมิใช่รูปกายสูงมหึมา ” “ ดูก่อน สุภูติ โดยประการเดียวกัน ถ้าพระโพธิสัตว์มีมนสิการว่าท่านต้องช่วยสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นเป็นอิสระแล้วไซร้ นั่นหาใช่พระโพธิสัตว์ไม่ ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น สุภูติเอย ไม่มีธรรมารมณ์อิสระใดเรียกได้ว่าพระโพธิสัตว์ ด้วยเหตุดังนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมทั้งปวงไม่เป็นตัวตน บุคคล สัตวะและชีวะ อนึ่ง สุภูติ ถ้าพระโพธิสัตว์มีมนสิการว่า ‘ เราจักตกแต่งพุทธเกษตรอันสงบงดงาม ‘ แล้วไซร้ บุคคลนั้นก็ยังมิใช่พระโพธิสัตว์ ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเหตุว่าสิ่งซึ่งตถาคตเรียกว่าพุทธเกษตรอันสงบงดงามนั้น แท้จริงแล้วมิใช่พุทธเกษตรอันงดงาม ดังนี้จึงได้ชื่อว่าพุทธเกษตรอันสงบงดงาม ดูก่อน สุภูติ พระโพธิสัตว์องค์ใดเห็นแจ้งความไม่มีตัวตน ไม่มีธรรม ดังนี้แล้วตถาคตย่อมตรัสเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า พระโพธิสัตว์แท้จริง ” “ สุภูติ เธอคิดอย่างไรเล่า ตถาคตมีมังสจักขุฤา ” สุภูติกราบทูล “ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระตถาคตเจ้าทรงมีมังสจักขุ พระเจ้าข้า ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถาม “ สุภูติ เธอคิดอย่างไรเล่าตถาคตมีทิพพจักขุฤา ” สุ

ภูติกราบทูล “ อย่างนั้นพระเจ้าข้า พระตถาคตทรงมีทิพพจักขุ ” “ สุภูติ เธอคิดอย่างไรเล่า ตถาคตมีปัญญาจักขุฤา ” สุภูติกราบทูล “ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระตถาคตทรงมีปัญญาจักขุ พระเจ้าข้า ” “ สุภูติ เธอคิดอย่างไรเล่า ตถาคตมีธัมมจักขุฤา ” “ อย่างนั้น พระเจ้าข้า พระตถาคตทรงมีธัมมจักขุ ” สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสถาม “ ตถาคตมีพุทธจักขุฤา ” “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตทรงมีพุทธจักขุพระเจ้าข้า ” “ สุภูติ เธอคิดอย่างไรเล่า พระพุทธเจ้าเห็นเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาว่าเป็นเม็ดทรายฤา ไฉน สุภูติกราบทูล “ ข้าแต่ผู้มีพระภาค พระตถาคตตรัสเรียกว่าเม็ดทราย ” “ สุภูติ แม้นว่ามีคงคานทีมากเท่าจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา แล้วมีพุทธเกษตรให้แก่เม็ดทรายทุกเม็ดในคงคานทีเหล่านี้แล้วไซร้ เธอคิดว่าพุทธเกษตรย่อมมีจำนวนมากมายนักฤาไฉน ” “ มากมายนักแล้ว พระเจ้าข้า ” สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัส “ ดูก่อน สุภูติ ไม่ว่าสรรพสัตว์จะมีมากมายเท่าใด เท่าใดในพุทธเกษตรเหล่านั้น ไม่ว่าปวงสัตว์เหล่านั้นจะมีเจตสิกแตกต่างกันอย่างไร ตถาคตย่อมเห็นแจ้งในสัตว์ทั้งปวงนั้น เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ สุภูติ เพราะสิ่งที่ตถาคตเรียกเจตสิกที่แตกต่างกัน แท้จริงแล้วมิใช่เจตสิกที่แตกต่างกัน ดังนี้จึงได้ชื่อว่าเจตสิกที่แตกต่างกัน ” “ ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่า สุภูติ ก็เพราะว่าจิตใจในอดีตเป็นสิ่งไม่อาจติดตามยึดถือ จิตในปัจจุบันและจิตในอนาคตก็ไม่อาจติดตามยึดถือได้เช่นกัน “ เธอคิดอย่างไรเล่า สุภูติ ถ้าบุคคลใดบำเพ็ญทานบริจาคด้วยสัปตรัตนะจนเปี่ยมล้นทั่วสามล้านอสงไขยโลกธาตุ บุคคลนั้นจะได้ความปีติ

ปราโมทย์ล้ำเลิศ เป็นผลานิสงส์จากการบำเพ็ญทานนั้นฤาไฉน ” “ ล้ำเลิศนักแล้ว พระเจ้าข้า ” “ ดูก่อน สุภูติ ถ้าความปีติปราโมทย์นี้อาจแยกจากสิ่งอื่น ๆ ได้ ตถาคตจักไม่กล่าวว่านั้นเป็นความ ล้ำเลิศ แต่เพราะเหตุที่ไม่อาจติดตามยึดถือ ตถาคตจึงกล่าวว่า ทานบริจาคอันบุคคลได้กระทำย่อมนำคุณา-นิสงส์ล้ำเลิศมาสู่เขา “ สุภูติ เธอคิดอย่างไรเล่า จักพึงเห็นตถาคตได้ด้วยรูปกายอันสมบูรณ์กระนั้นหรือ ” “ หามิได้ พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สิ่งที่พระตถาคตตรัสเรียกว่ารูปกายอันสมบูรณ์นั้น แท้จริงแล้วมิใช่รูปกายอันสมบูรณ์ ดังนี้จึงได้ชื่อว่ารูปกายอันสมบูรณ์ ”

“ เธอคิดอย่างไรเล่า สุภูติ จักพึงเห็นตถาคตได้ด้วยสรรพลักษณะอันสมบูรณ์กระนั้นหรือ ” “ ยากนักพระเจ้าข้า ยากนักที่ใครจักพึงเห็นพระตถาคตได้ด้วยสรรพลักษณะอันสมบูรณ์นั้น ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเหตุว่า สิ่งที่พระตถาคตตรัสเรียกสรรพลักษณะอันสมบูรณ์ แท้จริงแล้วมิใช่สรรพ-ลักษณะอันสมบูรณ์ ดังนี้จึงได้ชื่อว่าสรรพลักษณะอันสมบูรณ์ ” “ สุภูติ จงอย่ากล่าวว่าตถาคตมีมนสิการว่า ‘ ตถาคตจะแสดงธรรมสั่งสอน ‘ อย่าคิดอย่างนี้ เพราะเหตุใดฤา ก็เพราะเหตุว่า ถ้าบุคคลกล่าวว่าตถาคตมีสิ่งจะสั่งสอน บุคคลนั้นย่อมกล่าวร้ายพระพุทธเจ้า เพราะเขาไม่เข้าในสิ่งที่ตถาคตกล่าวเลย สุภูติเอย การสนทนาธรรมนั้นแท้จริงแล้วมิได้มีการสนทนา ดังนี้จึงเป็นการสนทนาธรรมที่แท้จริง ” ณ กาลนั้น ภิกษุสุภูติผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมกราบทูลถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอนาคตสมัย ยังจักมีสรรพสัตว์ใดเมื่อได้ฟังพระวจนะนี้แล้ว บังเกิดศรัทธาเลื่อมใสอยู่ฤาหนอ ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ “ ดูก่อน สุภูติ สรรพสัตว์ทั้งปวงนั้นใช่มีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่า สุภูติ ก็เพราะเหตุว่าสิ่งที่ตถาคตกล่าวว่าไม่มีชีวิต แท้จริงแล้วย่อมมีชีวิตอยู่ ” สุภูติ กราบทูลถามสมเด็จพระผู้มีพระภาค “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน อันสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุนั้นเป็นสิ่งไม่อาจบรรลุฤาไฉน ” สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสตอบ “ อย่างนั้น อย่างนั้น สุภูติ ถ้าว่าถึงจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบานแล้ว เรามิได้บรรลุถึงสิ่งใด ดังนี้จึงเรียกว่าจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน ” “ อนึ่ง สุภูติ จิตมีอยู่ทุกแห่งหนเสมอกัน เพราะไม่มีสูง ไม่มีต่ำ จึงเรียกว่าสูงสุด เป็นจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิก-บาน ผลานิสงส์ของจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน จะประจักษ์ก็โดยการปฏิบัติอย่างไม่ยึดมั่นกับตัวตน บุคคล สัตวะและชีวะ สุภูติเอย สิ่งที่

เรียกการปฏิบัตินั้น แท้จริงแล้วไม่มีการปฏิบัติเลย ดังนี้จึงได้ชื่อว่าการปฏิบัติที่แท้ ” “ ดูก่อน สุภูติ ถ้าบุคคลบำเพ็ญทานบริจาคด้วยสัปตรัตนะกองสูงเทียมเขาพระสุเมรุ จนเปี่ยมล้นทั่วสามล้านอสงไขยโลกธาตุ สุขานิสงส์จากบุญกุศลนี้ก็ยังน้อยกว่าอานิสงส์ อันบุคคลจะได้รับจากการรู้เลื่อมใส ปฏิบัติ และอธิบาย วัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตร เผยแผ่แก่ผู้อื่น ความปีติปราโมทย์อันบุคคลจักได้รับจากการปฏิบัติพระสูตรนี้ แม้เพียงคาถาเดียว สี่บาท ย่อมไม่อาจพรรณนาด้วยการยกตัวอย่างหรืออ้างตัวเลข ” “ สุภูติ จงอย่ากล่าวว่า ตถาคตมีมนสิการว่า ‘ เราจักขนปวงสัตว์ข้ามสู่ฝั่งวิมุตติ ‘ จงอย่าคิดอย่างนั้น สุภูติ เพราะเหตุใดฤา ก็เพราะเหตุว่า แท้จริงแล้วไม่มีสัตว์ใดให้ตถาคตขนข้ามสู่ฝั่งโน้น ถ้าตถาคตมีมนสิการว่าสัตว์เหล่านั้นมีแล้วไซร้ จิตของเราย่อมติดข้องอยู่กับตัวตน บุคคล สัตวะและชีวะ “ สุภูติเอย สิ่งที่ตถาคตเรียกตัวตน แท้จริงแล้วมิได้มีตัวตน อย่างที่ปุถุชนคิดกัน สุภูติ ตถาคตไม่สำคัญมั่นหมายบุคคลใดว่าเป็นปุถุชน ดังนี้จึงเรียกเขาได้ว่าปุถุชน ” “ เธอคิดอย่างไรเล่า สุภูติ บุคคลจักพึงภาวนาถึงตถาคตได้ด้วยลักษณะ 32 ประการ กระนั้นหรือ ” สุภูติกราบทูล “ อย่างนั้น พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บุคคลจักพึงภาวนาถึงตถาคตได้ด้วยลักษณะ 32 ประการ ” สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัส “ ถ้าบอกกล่าวว่า เธออาจเห็นตถาคตได้ในลักษณะ 32 ประการ ดังนี้แล้วจักรพรรดิก็คือตถาคตด้วยเช่นกัน กระนั้นฤา ” สุภูติกราบทูล “ ข้าแต่พระผู้เจริญ ข้าพระองค์เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงบุคคลไม่ควรภาวนาถึงตถาคตด้วยลักษณะ 32 ประการ พระเจ้าข้า ” ในกาลนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเป็นคาถาว่า “ บุคคลใดตาม

ยึดตถาคตด้วยรูป หรือด้วยเสียง ย่อมผิดมรรควิธี ฉะนี้เขาจะไม่เห็นตถาคตได้เลย ” “ อนึ่ง สุภูติ ถ้าเธอคิดว่าตถาคตบรรลุจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน แล้วไม่จำต้องมีลักษณะใด ๆ อย่างนี้เรียกว่าคิดผิด สุภูติ จงอย่าคิดอย่างนี้ อย่าคิดว่าเมื่อบุรุษใดบรรลุจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน แล้วต้องพิจารณาว่าธรรมารมณ์ทุกชนิดเป็นสิ่งไม่มีอยู่ ขาดไปแล้วจากชีวิต จงอย่าคิดอย่างนั้น บุรุษผู้ลุถึงจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน ย่อมไม่โต้แย้งว่าธรรมารมณ์เป็นสิ่งไม่มีอยู่ ขาดไปแล้วจากชีวิต ” “ สุภูติ แม้นว่าพระโพธิสัตว์บำเพ็ญทานบริจาคด้วยสัปตรัตนะจำนวนมากเท่าเม็ดทรายในแม่น้ำ คงคา จนเปี่ยมล้นทั่วสามล้านอสงไขยโลกธาตุ สุขานิสงส์จากการบำเพ็ญบุญกุศลนี้ ก็ยังน้อยกว่าอานิสงส์อันบุคคลจักพึงได้รับเมื่อเขาแจ่มแจ้งเข้าใจ และเลื่อมใส ความจริงที่ว่าธรรมนั้นไม่มีตัวตน และเขายังมีชีวิตอยู่ด้วยสัทธรรมนี้ ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่า สุภูติ ก็เพราะเหตุว่าพระโพธิสัตว์ไม่จำต้องสั่งสมกุศลมูลและความปีติปราโมทย์ใด ๆ เลย ” สุภูติทูลถามพระผู้มีพระภาค “ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์หมายความว่าอย่างไรพระเจ้าข้า เมื่อทรงรับสั่งว่าพระโพธิสัตว์ไม่จำต้องสั่งสมกุศลมูลและความปีติปราโมทย์ใด ๆ ” “ สุภูติ พระโพธิสัตว์ย่อมปลูกฝังสั่งสมกุศลมูลและความปีติปราโมทย์ แต่จิตท่านไม่ติดข้องอยู่กับกุศลมูลและความปีติปราโมทย์นั้น ด้วยเหตุ

ดัง ตถาคตจึงกล่าวว่าพระโพธิสัตว์ไม่จำต้องสั่งสมกุศลมูลและความปีติปราโมทย์ใด ๆ ” “ ดูก่อน สุภูติ ถ้าบุคคลกล่าวว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงพระดำเนินมา ทรงพระดำเนินไป ประทับนั่ง และทรงไสยาสน์ บุคคลนั้นย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่ตถาคตกล่าว ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะตถาคตหมายความว่า ‘ ไม่มาจากไหนและไม่ไปที่ไหน ‘ ดังนี้แลจึงเรียกว่าตถาคต ” “ ดูก่อน สุภูติ ถ้ากุลบุตรกุลธิดาจักสลายสามล้านอสงไขยโลกธาตุให้เป็นปรมาณุภาค เธอคิดว่าปรมาณุภาคนั้นย่อมจักมากมายนักกระนั้นหรือ ” สุภูติกราบทูล “ มากมายนัก พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า ถ้าปรมาณุภาคมีอยู่จริง พระตถาคตจักไม่ตรัสเรียกว่าปรมาณุภาค สิ่งที่พระตถาคตตรัสเรียกปรมาณุภาคแท้จริงแล้วมิใช่ปรมาณุภาค ดังนี้จึงอาจเรียกได้ว่าปรมาณุภาค ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สิ่งที่ตถาคตตรัสเรียกโลกธาตุ แท้จริงแล้วมิใช่โลกธาตุ ดังนี้จึงเรียกได้ว่าโลกธาตุ เพราะเหตุใดฤา ก็เพราะเหตุว่าถ้าโลกธาตุมีอยู่จริง ก็ย่อมประกอบด้วยปรมาณุภาคซึ่งปรุงแต่งรวมกันอยู่ตามเหตุปัจจัย สิ่งที่พระตถาคตเรียกปรุงแต่งรวมกันอยู่แท้จริงแล้วมิได้ปรุงแต่งรวมกันอยู่เลย ดังนี้จึงได้ชื่อว่าปรุงแต่งรวมกันอยู่ ” “ สุภูติ ที่เรียกว่าปรุงแต่งรวมกันอยู่เป็นเพียงวิธีพูดอย่างปรัมปรา มิได้มีอยู่จริงเลย มีแต่ปุถุชนเท่านั้นที่หลงยึดอยู่กับถ้อยคำปรัมปรานี้ ” “ ดูก่อน สุภูติ ถ้าบุคคลกล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึง อาตมทิฏฐิ ปุคคลทิฏฐิ และชีวะทิฏฐิแล้วไซร้บุคคลนั้นเข้าใจสิ่งที่ตถาคตกล่าวแสดงหรือไม่หนอ ” “ หามิได้ พระเจ้าข้า บุคคลเช่น

นั้นไม่เข้าใจพระตถาคต ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า สิ่งที่พระตถาคตตรัสเรียก อาตมทิฏฐิ ปุคคลทิฏฐิ สัตวทิฏฐิ และชีวะทิฏฐิ แท้จริงแล้วมิใช่อาตมทิฏฐิ ปุคคลทิฏฐิ สัตวทิฏฐิ และชีวะทิฏฐิ ดังนี้จึงได้ชื่อว่า อาตมทิฏฐิ ปุคคลทิฏฐิ สัตวทิฏฐิ และชีวะทิฏฐิ ” “ อนึ่ง สุภูติ บุคคลผู้บรรลุจิตอันเลิศ รู้ตื่น รู้เบิกบาน พึงรู้ว่านี่คือลักษณะแท้จริงของธรรมทั้งปวง เขาพึงเห็นว่าธรรมทั้งปวงเป็นเช่นนี้พึงเลื่อมใสต่อการเห็นธรรมทั้งปวงอย่างไม่สำคัญมั่นหมายในธรรม สุภูติเอย สิ่งที่ตถาคตเรียกความสำคัญมั่นหมายในธรรม แท้จริงแล้วมิใช่ความสำคัญมั่นหมายในธรรม ดังนี้จึงได้ชื่อว่าความสำคัญมั่นหมายในธรรม ” “ ดูก่อน สุภูติ หากบุคคลบำเพ็ญทานบริจาคด้วยสัปตรัตนะจำนวนมหาศาลเกินคณนาจนเปี่ยมล้นทั่วสรรพโลกอันมีห้วงอากาศไม่สิ้นสุด สุขานิสงส์จากการบำเพ็ญบุญกุศลนี้ ไม่อาจเทียบได้กับความปีติปราโมทย์อันเป็นผลานิสงส์เมื่อกุลบุตรกุลธิดาได้บรรลุถึงจิตอันตื่น ได้อ่านสาธยายเลื่อมใส ปฏิบัติพระสูตรนี้ และอธิบายเผยแผ่แก่ผู้อื่น แม้เพียงคาถาเดียว สี่บาท อนึ่งจักพึงตั้งจิตอย่างไรในการเผยแผ่แสดงเล่า จงอย่ายึดมั่น

ผูกพันอยู่กับสัญญา อธิบายทุกสิ่งตามสภาวะแท้จริงโดยไม่หวั่นไหว ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่า ” เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงพระสูตรจนจบลง พระสุภูติมหาเถระ บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดาและมาร ซึ่งประชุมสดับพระธรรมเทศนาพร้อมอยู่ ณ ที่นั้น ต่างปลาบ-ปลื้มยินดี บังเกิดความเลื่อมใส รับพระสัทธรรมไปปฏิบัติด้วยประการฉะนี้แล